การเขียน Blog ทุกวัน

ผมเขียน Blog ติดต่อกันมาเป็นวันที่ 44 หลังจากตอนแรกที่คิดว่า อยากจะแค่หาที่บันทึกไอเดียต่างๆ ที่ได้อ่านและเรียนรู้มา

หลายๆครั้ง พอคิดอะไรได้ แล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ถ้าได้แชร์ต่อ ก็จะจบที่เล่าให้ภรรยาฟัง ให้เพื่อนฟัง แล้วก็ลืมไป

ตอนหลังก็ได้ลองมาใช้ระบบบันทึกแบบ Bullet Journal ก็รู้สึกว่าช่วยจัดการเรื่องงาน จดออเดอร์ลูกค้า บันทึกค่าใช้จ่าย และ to do list ได้ดี

แต่การบันทึกผ่าน Blog เป็นอะไรที่แตกต่างออกไป ผมเลยตัดสินใจเขียนทั้ง Bullet Journal และ Blog ควบคู่กันไปด้วย

และพอตัดสินใจว่าจะเขียน Blog ให้ได้ทุกวันๆละโพส ก็ทำให้ลดการเล่นพวก Social Media ต่างๆ ไปเลย และตัดสินใจปิดบัญชี และลบ App พวก Social ออกจากโทรศัพท์ไปหมดเมื่อ 10 วันที่ผ่านมา

ตอนนี้ก็พยายามอ่านหนังสือเป็นหลัก และอ่าน Blog ของนักเขียนต่างประเทศ แล้วก็รู้สึกว่า แค่อ่าน Content ที่มีประโยชน์อย่างเดียว เวลาก็แทบไม่พอแล้ว

การที่ใช้เวลามาเสพ Content ดราม่า หรือ พวกไร้สาระยิ่งทำให้เสียดายเวลาขึ้นไปอีก

ส่วนตัวแล้วประโยชน์ที่ได้จากการเขียน Blog ทุกวัน ก็จะมีประมาณนี้ครับ

  • ได้ใช้เวลาคิด และเลือกอ่านสิ่งที่ประโยชน์มากขึ้น
  • ได้มุมมองต่อเรื่องต่างๆ เพิ่มขึ้นจากการที่ไปอ่าน Blog ของคนอื่น
  • ได้ฝึกเขียน และเล่าเรื่อง จากที่เคยรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถนัดมาก่อน
  • ได้ตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป (ตอนนี้เลิกเล่น Social ไป 90%ได้)
  • ได้มีเป้าหมายในการเขียนมากขึ้น และเป็นการบังคับตัวเองไปในตัว
  • มีสมาธิมากขึ้น และโฟกัสกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น
  • มีที่จดบันทึก และได้กลับมาทบทวนดูว่าก่อนหน้านี้เราได้มีไอเดียอะไรมาบ้าง

ถ้าใครได้อ่านมาถึงตรง ผมอยากแนะนำให้ลองมาเขียน Blog ดูครับ ^^ ที่สำคัญทุกคนสามารถเริ่มเขียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย(หากไม่ซีเรียสว่าจะต้องมี Domain เป็นของตัวเอง ก็สามารถใช้บริการของ Blogger.com หรือ WordPress.com ก็ได้) ผมรู้สึกว่ามันได้ประโยชน์กับตัวเองมาก เพราะถึงแม้จะไม่มีคนอ่านเลย ผมก็คงจะเขียนต่อไปเรื่อยๆแน่นอน

ราคาที่ต้องจ่าย

การได้อวดว่าตัวเอง “ซื้อของได้ถูกกว่า” คนอื่น
อาจจะเป็นความสุขของใครหลายคน

นึกถึงเวลาไปทัวร์เมืองจีน ใครอดกลั้น “ความอยากที่จะซื้อ” ได้นานที่สุด มักจะเป็นคนได้ซื้อของถูกที่สุดเสมอ

เมื่อหลายปีก่อน ในกลุ่มเพื่อนผมก็ชอบมาอวดกันว่า
ซื้อมือถือได้ถูกกว่าคนอื่น 500-1000บาท ในรุ่นเดียวกัน

ผมเคยตั้งคำถามอยู่เหมือนกันว่า

ถ้าของเหมือนกันทุกอย่าง แล้วทำไมร้านที่ขายแพงกว่าถึงยังขายอยู่ได้ และก็ยังมีคนซื้ออยู่เรื่อยๆ?

ตอนหลังก็ได้มารู้ว่า ร้านที่ขายถูกกว่า บางทีก็ไม่รับประกัน บางทีก็ให้อุปกรณ์เสริมไม่แท้มา บางทีก็เป็นเครื่องมือสองมา Modify ใหม่

และก็ได้รู้หลักความจริงว่า เรามักจะได้มูลค่าตามสิ่งที่เราจ่ายเสมอ

ไม่ใช่เรื่องผิดหากเราชอบของที่ถูกกว่าคนอื่น แต่ต้องยอมรับในผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นภายหลังด้วย

มีชายคนนึง อยากได้เครื่องปรับอากาศ
ก็เริ่มไปจดชื่อรุ่น ชื่อยี่ห้อจากห้าง
โทรเช็คร้านแอร์แทบทุกร้านในจังหวัด
ทั้งเช็คราคาแอร์อย่างเดียว และรวมค่าติดตั้ง
ซึ่งก็ได้ราคาประเมินไม่ต่างกันมาก
แต่ทุกร้านก็บอกว่า “ราคาจริงต้องดูจากหน้างาน”
สุดท้ายก็ไปได้เจอ ช่างแอร์อิสระ คนหนึ่ง
ซึ่งช่างคนสามารถคอนเฟิร์มได้เลยว่า “ถูกกว่าที่อื่น 50%”
โดยที่ไม่ต้องดูหน้างาน

จากนั้นก็เริ่มหาราคาที่ถูกที่สุดจากเว็บ eCommerce เจ้าใหญ่ 2 ในไทย
ปรากฎว่าได้ราคาแอร์ถูกกว่าที่อื่นถึง 1,000 บาท

พอแอร์ส่งมาถึงบ้าน ก็นัด “ช่างราคาถูก” มาติดตั้ง แอร์เย็นได้สองวัน ก็เริ่มผิดปกติ

ก็เลยโทรตาม “ช่างราคาถูก” มาแก้ไข ปรากฏว่า
ช่างคนนี้ไม่ได้รับประกัน เพราะส่งมอบงานแล้วก็จบกัน

พอรู้ตัวว่าพลาดแล้ว ก็เลยไปเรียกร้านแอร์ในจังหวัดมาดู ถึงได้รู้ว่า ช่างเจ้าแรกติดตั้งได้แบบชุ่ยมาก สรุปเลยต้องเสียค่าติดตั้งใหม่หมด แถมมีอะไหล่บางตัวพัง  ต้องสั่ง claim แต่ร้านแอร์ที่ขายบนเว็บ eCommerce รายใหญ่บอกว่า ราคาถูกเพราะไม่ได้รวมประกัน หากจะ claim ก็ช่วยได้แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 1500 บาท

สรุปรวมความแล้ว กลายเป็นว่าต้องจ่ายแพงกว่าที่ควรจะเป็น ถึง 5,000 บาท

เรื่องแบบนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ตราบใดที่ยังมีคนอยากดูฉลาดกว่าคนอื่น อยากได้ของถูกกว่าคนอื่น และ เอา ราคาเป็นเงื่อนไขหลัก ในการซื้อสินค้าหรือบริการ

จะว่าไป มีอยู่ประโยคนึง ตอนผมเป็นเด็ก ฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอโตมามีตัวอย่างให้ดูเพียบเลย นั่นก็คือ

“เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”

ความสำคัญของ .com

เจ้าของบริษัทโซนี่เคยกล่าวว่า การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ของบริษัท คือตัวอักษร 4 ตัว นั่นก็คือ s o n y .com(ดอทคอม)

Domain Name เป็นเหมือนที่อยู่ของบริษัทในโลกออนไลน์ ผู้คนสามารถแวะเวียนเข้ามาได้แค่เพียงปลายนิ้ว

มีหลายบริษัท ไม่ได้ให้ความสำคัญกับชื่อเท่าที่ควร บ้างก็เลือกใช้พวก Social Media หรือ Sub-Domain เป็นที่อยู่บริษัทแทนเสียด้วยซ้ำ และเมื่อมีอะไรผิดพลาดก็ต้องมานั่งแจ้ง และประกาศแก้ไข ทำให้เสียโอกาสในการขายไปโดยใช่เหตุ

บางบริษัทเห็นว่าชื่อที่ตัวเองต้องการถูกจดแล้วนำมาขายเป็น Premium Domain เลยไม่ยอมลงทุน แต่สุดท้ายพอบริษัทเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาก็ต้องมาจ่ายเงินซื้อโดเมนในราคาแพงขึ้นไปอีก

บางบริษัทก็ไปเลือก Domain Extension อื่นที่ไม่ใช่ .com ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด และเสีย Traffic ไปฟรีๆ

การเลือกชื่อ หรือ domain name ให้กับบริษัทหรือกิจการเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าเป็นสิ่งที่จะอยู่ติดกับบริษัทไปตลอด และเป็นสิ่งที่คนทั่วไปหรือลูกค้าจะจดจำได้เป็นอันดับแรก

ถ้าเกิดเราไปอ่านบทความที่เขียนตามสื่อต่างๆ Online ก็จะเจอบทความประเภทว่า “ทางเลือกอื่นนอกเหนือจาก .com ก็ใช้งานได้ และเป็นตัวเลือกที่เข้าท่า” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย

ผมใช้เวลาศึกษาเรื่องการลงทุนใน Domain Name มากกว่า 10 ปี และติดตาม นักลงทุน Domain Name ที่ประสบความสำเร็จ เช่น DomainKing, Mike Mann ทุกคนล้วนบอกว่าชื่อที่ดีที่สุดยังไงก็ต้องเป็น .com เท่านั้น

บริษัท Catch.co พยายาม สร้างแบรนด์ตัวเองภายใต้ชื่อ Catch ลงทุนโฆษณาทั้ง Offline และ Online แต่ตอนหลังก็มาพบว่าลูกค้าจำนวนมากยังเข้าเว็บผิดไปเข้าที่ Catch.com ยังไม่พอตัวพนักงานของบริษัทเอง ก็ยังส่งอีเมล ผิดไปที่อยู่ email@catch.com เลย

ซึ่งวิธีการเลือกชื่อ Domain Name ที่ดี หลักๆก็จะมีอยู่ 5 ข้อด้วยกัน

1. เน้นสั้นถ้าจะให้ดี ไม่เกิน 10 ตัวอักษร หรือแย่ที่สุดไม่เกิน 15 ตัว

2. ไม่ใช่เป็นคำสะกดผิด ล้อเลียน หรือคำที่อาจจะทำให้ลูกค้าสับสนได้ง่าย

3. พยายามอย่าเลียนแบบชื่อและ ลักษณะของเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

4. เน้นชื่อที่ไม่เกิน 5 พยางค์ ถ้าเกิดเป็นคำที่คิดขึ้นมาเองควรจะเป็นคำที่อ่านออกเสียงง่าย แต่ถ้าเป็น Dictionary Word ได้ยิ่งดี เช่น HealthLine.com, Facebook.com, UniverseToday.com

5. ชื่อโดเมนเนม ยังไงก็ต้องเป็นดอทคอมเท่านั้น ถ้าชื่อที่ต้องการไม่ว่าง ลองเติม Keyword อื่นเข้าไป ตัวอย่างเช่น ชื่อ MC.com ไม่ว่างก็ อาจจะเลือกใช้ mcshop.com แทนเป็นต้น

แต่ก็มีข้อยกเว้น หากเราไม่ได้ต้องการสร้างบริษัท สินค้า หรือบริการ อะไรที่ต้องการขาย Worldwide และเน้นขายเฉพาะในบางประเทศ บางจังหวัด และเน้นที่กลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงมากๆเช่น soap.club การลงทุนสร้างชื่อบน .com ก็คงไม่ได้เป็นเรื่องจำเป็น

พื้นที่ของคนอื่น

ผมได้ทราบเรื่องราวของผู้ประกอบหลายคน ที่ประสบปัญหาโดน Facebook ลบบัญชีที่เป็นแหล่งรายได้หลักของตนเองแบบไม่ทราบสาเหตุ และได้พยายามอุทธรณ์เรื่องไปยังผู้ดูแลระบบ ซึ่งเวลาก็ผ่านไปหลายสัปดาห์ บางคนก็ได้คืน บางคนก็ไม่ได้คืน

ทุกคนพยายามที่จะหาสาเหตุว่าถูกแบนเพราะอะไร บ้างก็ตีความว่าโดนแกล้ง หรืออาจจะทำผิดกฎอะไรโดยที่ไม่รู้ตัว

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ บน facebook เท่านั้น เหตุการณ์แบบนี้สามารถเกิดได้กับ ทุก Platform และถึงแม้เราไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้โดนแบน ไม่ได้โดนรีพอร์ท แต่เป็นที่ Platform เองก็อาจจะปิดตัว หากถูกประเมินแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่สร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างเช่น GooglePlus ,Posterous, Path, Vine เป็นต้น

บริษัท Starbucks ใช้เงินล้านหลายเหรียญเพื่อสร้าง Community บน GooglePlus เพื่อจะต้องมาพบว่าเป็นการลงทุนที่แทบจะศูนย์เปล่า
เมื่อมาสร้างผู้ติดตามบน Facebook ก็มาประสบปัญหาโดนลด Reach จนเหลือน้อยกว่า 1% และหากต้องการเข้าถึง “Community ของตัวเอง” ก็ต้องจ่ายเงิน Boost โพสเป็นครั้งๆไป

จะว่าไปมันก็เป็นสิทธ์ของ Platform นั้นๆ ที่ “จะทำอะไรกับผู้ใช้ก็ได้” เพราะมันเป็นพื้นที่ของเขา และเขาก็ให้เราใช้ฟรี การเรียกร้องโวยวาย หาความยุติธรรมในที่ๆเราไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นคนตั้งกฎ ก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลจริงๆ

ทางออกก็คือการสร้างพื้นที่ของเรา นั่นก็คือ เว็บไซต์ หรือ บล็อก เป็นที่ๆเราสามารถควบคุมได้ และเราก็เป็นเจ้าของที่อยู่(Domain name) แบบ 100% เปรียบได้กับการมีหน้าร้านของตัวเอง

การที่จะมีบัญชี Social Media ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่การมีพื้นที่ของตัวเองด้วย เป็นเหมือนมีหลักประกันความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์บัญชีถูกปิดแบบไม่คาดคิด

เราควรจะมองพวก Social Media เป็นเหมือนตลาดนัด เหมือนการเปิดBooth เหมือนการออกงานแฟร์ แน่นอนว่าความสนใจของลูกค้า และยอดขาย ก็ต้องมากกว่าการขายหน้าร้านตัวเองเป็นธรรมดา เพราะปริมาณ Traffic ที่เข้ามาแตกต่างกันมาก

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกลา มวลชนย่อมเปลี่ยนความสนใจไปเรื่อยๆ และพร้อมจะย้าย เมื่อมีที่ๆใหม่กว่า สดกว่า น่าตื่นเต้นกว่า

ส่วนผู้ขายก็มีหน้าที่ตามไป จองพื้นที่ จองแผง เปิดซุ้ม ตามไปเรื่อยๆ ถ้าเจ้าของที่ใจดีก็ดีไป แต่ถ้าโชคร้ายเจอเจ้าของหน้าเลือด กำไรที่ได้อาจจะต้องไปจ่ายให้ค่าที่ และค่าโฆษณาจนแทบไม่เหลือ เพราะ

พื้นที่ของคนอื่น ยังไงก็ไม่ใช่ของเรา

การสัมภาษณ์งาน

เรื่องที่ผู้สมัครงานส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ก็คือ

ผู้สัมภาษณ์ ก็มีความกดดัน และความประหม่า ไม่แพ้ตัวผู้สมัครงานเอง

ผู้สมัครงานมีความกดดันในการ คิดตอบคำถาม พยายามโน้มน้าวผู้สัมภาษณ์ การpresentตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองจะโดดเด่น และเข้าตา มากกว่าผู้สมัครงานคนอื่น

ฝ่ายผู้สัมภาษณ์ก็มีความกดดันในเรื่องการตั้งคำถาม ความกังวลว่าอาจจะเลือกคนผิด และความต้องการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพที่สุด

“ความกลัว” ไม่ได้มีอยู่แค่ที่ฝ่ายผู้สมัครงาน

หากผู้สมัครงานใช้ช่วงเวลา 2-3 นาทีแรกของการพบกัน สร้างบรรยากาศความผ่อนคลายเป็นกันเอง เพื่อลด “ความกลัว” ในใจของผู้สัมภาษณ์ได้ ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการสัมภาษณ์งานมากขึ้น เพราะ เป็นเรื่องธรรมชาติของมุนษย์ ที่จะถูกดึงดูดไปหาสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย

เท่าที่ผมสังเกต ผู้ที่ผ่านการสัมภาษณ์งาน จะมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ 3 ข้อ (นอกเหนือจากเรื่องคุณสมบัติที่ตำแหน่งงานนั้นต้องการ)

1. การไม่ตั้งความคาดหวังว่าจะต้องได้งาน : เรื่องนี้ฟังแล้วอาจจะแปลกสักหน่อย แต่มันสามารถช่วยการลดความกดดันให้ตัวเองได้เป็นอย่างดี

2. มีความเป็นธรรมชาติ : การเป็นตัวของตัวเอง ไม่เกร็ง ไม่ปั้นแต่ง เป็นการแสดงความจริงใจแบบที่ไม่ต้องแสดง

3. มีทัศนคติของการเป็นผู้ให้ : ผู้สมัครงานส่วนใหญ่ จะมีกรอบความคิดที่ว่า ตัวเองเป็นผู้รับ และคิดว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายถูกเลือก แต่การมีทัศนคติของการให้ เป็นเหมือนเราเป็นผู้มอบโอกาส ให้บริษัทได้เจอคนที่เหมาะกับงานแทน

ทักษะต่างๆที่มีบอกในคู่มือพนักงาน หรือสามารถเขียนออกมาเป็นคุณสมบัติของตำแหน่งงานได้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ผู้สมัครงานคนไหนก็สามารถมี

แต่การ Connect, Engage และการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ เป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ผู้สมัคร ในการสัมภาษณ์งานอย่างแท้จริง