คุณจะเป็นอย่างที่คุณเชื่อ

สิ่งที่คุณบอกกับคนอื่น อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน กับสิ่งที่คุณบอกตัวเอง

“ฉันเป็นคนหัวไม่ค่อยดี”
“ฉันเป็นคนไม่เก่งเลข”
“ฉันเป็นคนไม่เก่งภาษาอังกฤษ”

บางครั้งคุณอาจจะพูดออกไปเพื่อเป็นการถ่อมตน
บางครั้งคุณพูดออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่าง

พอพูดบ่อยเข้า มากเข้า
สุดท้ายกลายเป็นว่า
คนที่เชื่อคำพูดเหล่านั้นคนแรกคือ “ตัวคุณเอง” และ
คุณได้รับเอาข้อจำกัดเหล่านั้นมาเป็นของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

“A negative mind will never give you a positive life.”
-unknown

หัวใจหลักของการทำ Content Marketing

ความหมายของการทำ Content Marketing คือ

“การสร้างเนื้อหา ที่เกี่ยวข้อง มีคุณค่า น่าสนใจ สู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อสร้างโอกาสการขายในอนาคต”

หรือถ้าจะพูดให้กระชับขึ้นคือ “การสร้างฐานลูกค้าจากเนื้อหาที่มีคุณค่า” นั่นเอง

การทำ Content Marketing เป็นวิธีทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตอบโจทย์ 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่ทุกธุรกิจต้องการคือ

1.Attention (การสร้างความสนใจ) – ทำให้สินค้า หรือบริการของเรายืนเด่นเหนือคู่แข่งขัน ท่ามกลางกระแสข้อมูลที่มากล้น คนแย่งกันลงโฆษณา แย่งกันพูด เหมือนคนตะโกนแข่งกัน ยิ่งเนื้อหาของเราสื่อสารได้น่าสนใจ และแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากเท่าไหร่ ลูกค้าก็ยิ่งให้ความสนใจมากขึ้นเท่านั้น

2.Trust (การสร้างความไว้ใจ) – ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง หรือมีจุดร่วมกับแบรนด์  เพราะการส่งมอบเนื้อหาที่มีประโยชน์ อย่างต่อเนื่อง และยาวนานพอ จะสร้างความคุ้นเคย และความเชื่อใจให้กับลูกค้า

3.Connection (การสร้างความเชื่อมใจ) – เมื่อลูกค้าให้ความสนใจ และมีความเชื่อใจในแบรนด์ ก็จะเริ่มมีการสื่อสารโต้ตอบกันมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทได้นำเสนอสินค้า และบริการต่อไป

10 ทักษะสำคัญที่ควรมี(เพิ่มเติม)ในยุคนี้

เราทุกคนล้วนมีความสามารถเฉพาะตัว หรือมีทักษะหลักที่ใช้ประกอบอาชีพกันอยู่แล้ว
แต่ทักษะต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่เราควรจะมีติดตัวไว้บ้าง

1.ทักษะในการเขียนให้กระชับ ได้ใจความสำคัญ
ในระบบการศึกษา สอนให้เราเขียนด้วยคำที่สละสลวย ประดิษฐ์ประดอย
แต่ในชีวิตจริง เราต้องเขียนให้ง่ายเข้าใจง่าย และตรงประเด็น

2.ทักษะด้านการโน้มน้าวคน
รวมไปถึงการขาย และการตลาด ก่อนที่เราจะบอกกับโลกว่าเรามีอะไรดี
เราต้องได้รับความสนใจเสียก่อน การโน้มน้าวคนอย่างมีศิลปะ จะช่วยลดแรงปะทะ
แรงต่อต้าน และเข้าสู่การสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติ

3.ทักษะความรู้เรื่องภาษี
เป็นเรื่องที่ดูน่าปวดหัวในตอนแรก แต่ถ้าศึกษาดีๆ เราสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์
ทั้งเรื่องการทำธุรกิจ และการลดค่าใช้จ่ายได้

4.ทักษะความเรื่องกฎหมายธุรกิจ
ความรู้ด้านนี้เป็นเหมือนตัวช่วยให้เราตัดสินใจในการทำธุรกิจ การขยายธุรกิจ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดการถูกเอาเปรียบในการทำธุรกิจ

5.ทักษะการเสี่ยงและจำกัดความเสี่ยง
การลงเล่นในเกมส์ที่เรามีโอกาสน้อยที่จะชนะ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่เมื่อถึงเวลาต้องเสี่ยง
ต้องมีแผนในการลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วย

6.ทักษะความรู้ด้านประกันภัย
มีคนมากมายเวลาทำประกัน ไม่ได้ศึกษาหนังสือสัญญาให้รอบครอบ ทำให้ได้ประโยชน์จากการ
ทำประกันได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือบางครั้งทำประกันซ้ำซ้อน ทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุ

7.ทักษะความรู้ด้านจิตวิทยา
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันต้องใช้ความเข้าใจกัน การเรียนรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ
และเป็นตัวกระตุ้นต่อการทำพฤติกรรมต่างๆของคน จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

8.ทักษะความด้านการใช้ excel และ spreadsheet
การเก็บข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ จะทำให้ง่ายต่อการจัดระเบียบ ติดตาม และตรวจสอบ
เช่นการนำมาใช้บันทึกบัญชีครัวเรือน หรือจัดเก็บข้อมูลด้านการลงทุน

9.ทักษะการอ่านงบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน
นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้นแล้ว การตรวจสอบงบดุลส่วนตัวก็เป็นมีความสำคัญ มีหลายคนไม่รู้ว่า
อะไรคือทรัพย์สิน อะไรคือหนี้สิน วิธีดูง่ายๆ ทรัพย์สินจะพารายได้เข้ากระเป๋าให้เรา ส่วนหนี้สินจะพาเงิน
ออกจากกระเป๋าของเรา

10.ทักษะการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์
รู้จักการใช้ประโยชน์จาก Social Media, Website และ Blog ในยุคนี้ถ้าธุรกิจที่เราทำอยู่ไม่สามารถถูกค้นหา
ได้โดยอินเตอร์เน็ต ก็เปรียบเหมือนเราไม่มีตัวตน แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าใจบริบทของแต่ละ Platform ด้วย
การสร้างแบรนด์เป็นเรื่อง Long term ไม่ใช่การ Spam และดึงความสนใจของคนแบบฉาบฉวย

ขณะนี้คือชีวิตของเรา

อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
มีแต่ปัจจุบันขณะเท่านั้นที่เป็นของเรา เพราะเรายังสามารถทำอะไรกับมันได้อยู่

“สติ” เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราอยู่กับปัจจุบัน อาจจะพูดได้ว่าถ้าเรามีสติมากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งดำรงอยู่ในชีวิตของเรามากขึ้นเท่านั้น

“ความรู้สึกตัว” เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดสติ
“ความรู้สึกตัว” เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้
ถ้าขาดความรู้สึกตัวแล้ว เราจะ “ใจลอย” ไปถึงอดีต หรือไม่ก็อนาคต

-ลองสังเกตตัวเองดู-

ถ้าใจของเรารู้สึกขุ่นมัว แสดงว่าเรากำลังนึกถึงเรื่องอดีต
ถ้าใจของเรารู้สึกกังวล แสดงว่าเรากำลังนึกถึงเรื่องอนาคต

“ความรู้สึกตัว” ก็เป็นเหมือนกับเช่นทักษะอื่นๆ เช่น การคิดเลข, การเล่นกีฬา
การพูดในที่สาธารณะ ฯ ยิ่งทำบ่อยๆ เราก็ยิ่งชำนาญ

ลองจินตนาการว่าถ้าเราฝึกคิดเลขทุกวันๆละ 10 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 ปี
เราสามารถกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางคณิตศาสตร์ได้เลย

ในความเป็นจริงแล้ว มีคนมากมายกำลังฝึกทักษะวันละ 10 ชั่วโมงอยู่เหมือนกัน
แต่เป็นการฝึกให้ตัวเอง “ใจลอย”
ตั้งแต่เช้าตื่นนอนจนถึงเข้านอน เราฝึกให้ใจของเราไปอยู่กับเรื่องราวมากมายบน Social Media
บางวันก็อาจจะมากกว่า 10 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน “ใจลอย” ไปเลย

บางคนฝึกแบบนี้เป็นเวลามากกว่า 1 ปีเสียอีก ส่งผลให้สมาธิสั้น โฟกัสอะไรได้ยากขึ้น
ซึ่งก็ไม่แปลก (เพราะเรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปแล้วหนิ 🙂 )

แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าตั้งแต่วันนี้เราเปลี่ยนมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน “การสร้างความรู้สึกตัว”
“รู้สึกตัว” ตั้งแต่ตื่นนอน ,ลดปริมาณสิ่งเร้าต่างๆ ,ปิดหน้าจอเมื่อไม่จำเป็น และรู้สึกตัวไปจนถึงเข้านอน
ตอนแรกอาจจะรู้สึกฝืนๆ แต่ผ่านไปหลายวันเข้า เราก็จะเริ่มเชี่ยวชาญเหมือนกับทุกๆทักษะที่กล่าวมา

เมื่อ “รู้สึกตัว” มากขึ้นเท่าไหร่ “สติ” ก็ยิ่งเกิดมากขึ้นเท่านั้น
พอมี “สติ” มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่ง อยู่กับปัจจุบัน มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเรา อยู่กับปัจจุบัน มากขึ้น  “ชีวิต” ก็เป็นของเรามากขึ้นเช่นกัน 🙂

งานกับปัญหา

ในท้ายที่สุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถแยกระหว่างงานกับปัญหาได้
หรือ อีกนัยหนึ่ง งานและปัญหาเป็นสิ่งเดียวกัน

ในฐานะคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ หรือเจ้าของกิจการ
เราทุกคนล้วนเป็นนักแก้ปัญหาทั้งสิ้น

บริษัท มีปัญหาเรื่องยอดขาย เลยจ้างพนักงานขาย
บริษัท มีปัญหาเรื่องการตลาด เลยต้องจ้างเอเจนซี่
คนไข้ มีปัญหาด้านสุขภาพ เลยมีอาชีพหมอเกิดขึ้น
เราทุกคน มีปัญหาเรื่องการสร้างที่อยู่อาศัย เลยมีงานของ วิศวกร
สถาปนิก และผู้รับเหมาก่อสร้าง

เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกไม่สะดวกสบายกับการทำงาน เพราะการแก้ปัญหา
ต้องอาศัยแรงกาย และความคิด

มูลค่าหรือค่าจ้างของเราขึ้นอยู่กับความยากของปัญหาที่เราแก้ได้ นั่นเป็นที่มา
ของความสูง-ต่ำของรายได้

ส่วนคำว่า “ปัญหาในการทำงาน” อันนี้อาจจะไม่ใช่ที่ตัว “ปัญหา” แต่เป็น
ทัศนคติของเราที่มีต่อปัญหามากกว่า