ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ

ทองคำเป็นเหมือนสกุลเงินสากล สามารถมาซื้อขายได้ทั่วโลก และมีราคากลางที่ชัดเจน ในสภาวะที่คนรู้สึกขาดความเชื่อมั่น และต้องการหลักประกันความเสี่ยง “ทองคำ” จะเป็นสินทรัพย์แรกๆ ที่คนจะเข้าไปลงทุน

นอกเหนือจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว เรายังต้องควรจะรู้ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทอง

ในสภาวะปกติราคาทองจะขึ้น-ลง ได้จากปัจจัยดังนี้

1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เวลาที่เกิดภาวะสงคราม มักส่งผลให้ทองคำ “ปรับตัวสูงขึ้น”

2. การอ่อนตัวของค่าเงิน USD จะส่งผลให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น” (และในประเทศไทย หากเงินบาทอ่อนค่าลง ราคาทองก็จะขึ้นเช่นกัน เพราะคนจะลงทุนในทองเพื่อรักษาอำนาจในการซื้อไว้)

3. ตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกา ตลาดทองคำส่วนใหญ่ในโลกจะเทรดด้วย สกุลเงิน USD หากอเมริกามีตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่ ก็จะทำให้ค่าเงิน USD อ่อนตัว และทำให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น”

4. ความต้องการในการซื้อขาย เช่นหากมีกองทุนใหญ่ๆของโลก เริ่มหันมาสะสมทองคำ ก็จะทำให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น” และในขณะเดียวหากกองทุนต่างๆ เหล่านี้มีการขายทองคำออกมามากๆ ก็จะทำให้ราคาทอง “ปรับตัวลง” เช่นกัน

5. ราคาทองมักจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อตัวเลขของสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวลง

  • US Bond Yield
  • US Dollar Index
  • Dow Jones Index

แต่ภาวะที่ไม่ปกติ อย่างเช่นช่วง ณ ปัจจุบัน เฟด หรือธนาคารกลาง มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงการทำมาตราการ QE ก็อาจจะทำให้สินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงิน ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกันหมด ได้เช่นเดียวกัน

Babe Ruth Effect

การเดิมพัน และการ Trade มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน

นั่นก็คือ “ความเสี่ยง”

หมายความว่า เมื่อมี “ได้” ก็ต้องมี “เสีย” สลับกันไป

เพราะฉะนั้นหัวใจของการ Trade ก็คือ การบริการความเสี่ยง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า การบริหารหน้าตัก

หลายคนเข้าใจว่าการเข้า Trade ให้ถูกครั้งมากกว่าผิด ก็สามารถทำเงินจากการ Trade ได้แล้ว ซึ่งก็อาจจะจริงแค่ส่วนหนึ่ง

มีหลักการนึงที่เรียกว่า Babe Ruth Effect

Babe Ruth คือนักเบสบอลในตำนานคนนึงของอเมริกา ซึ่งถึงแม้ว่าในช่วงชีวิตของการเป็นนักกีฬาจะตี Strikeouts เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อไหร่ที่เค้ามีจังหวะที่จะตี Home-run ได้ Babe Ruth จะทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะตีลูกนั้น ทำให้ผลลัพธ์ของจำนวนการตี Home-run ที่ได้ มาชดเชยความผิดพลาดทั้งหมด

และทำให้ผลงานเล่นโดยรวมของเค้าโดดเด่น และประสบความสำเร็จกว่าคน ที่มีจำนวนของความผิดพลาดน้อย และตีจำนวน Home-run ได้น้อยกว่า

ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถทายผิดมากกว่าถูก และสามารถประสบความสำเร็จจากการ Trade ได้ หากเราจำกัดความเสี่ยงเมื่อคาดการณ์ทิศทางของราคาผิดพลาด

และเราต้องมีขนาดของ Position ที่ใหญ่พอ เมื่อถึงคราวที่เราคาดคะเนได้ถูกต้อง

วิธีการเลือก Domain name

วิธีการหาชื่อของธุรกิจส่วนใหญ่แล้ว จะเริ่มจากการ Brainstorm ชื่อที่ชอบ จากนั้นถึงค่อยเขยิบไปค้นหา Domain name ที่เหมาะสม ซึ่งตัวเลือกแรก ของทุกบริษัทก็คือ .com

.com (ดอทคอม) เรียกได้ว่าเป็น Extension แรกของโลก และได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับพวก ดอท อื่นๆ เรียกได้ว่ากิน Market share ถึง 70% ของเว็บไซต์บนโลกนี้เลยทีเดียว

ธุรกิจ หรือ Start Up บางบริษัทอาจจะใช้เงินมากถึง 1 ล้านเหรียญ สำหรับการหาชื่อ Domain name ที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น sumo.com, carrot.com เป็นต้น

ดอทคอม เป็นเหมือน Default ของ Domain name ประมาณว่าถ้าเราจำได้แต่ชื่อ Brand หรือ บริษัท เรามักจะพิมพ์ .com ต่อท้ายที่ชื่อบน Browser โดยอัตโนมัติ

หลายบริษัท อาจจะเริ่มต้นจากใช้ดอทอื่นก่อนในช่วงที่เงินทุนยังไม่เยอะ เช่น .io .co .net and etc. และทันทีธุรกิจเริ่ม funding ได้ถึงค่อยไปติดต่อขอซื้อ .com ซึ่งแบบนี้เป็นการรับประกันได้เลยว่า ต้องเจอราคาเสนอที่แพงแน่นอนเพราะ ผู้ขายจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก

Laura Roeder ผู้ก่อตั้งบริษัท PaperBell ครั้งนึงเคยประสบปัญหาการติดต่อขอซื้อ Domain name ช่วงตอนก่อตั้งบริษัทแรกที่มีชื่อว่า MeetEdgar

MeetEdgar เป็น Platform ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับ Content Creator ในการจัดการเผยแพร่ Content ผ่าน Social Media

หลังจากที่ตั้งบริษัทได้แล้ว ในขั้นตอนการขอซื้อ Edgar.com จากเจ้าของเดิม ก็ประสบปัญหาและไม่สามารถปิด Deal ได้ Laura ก็เลยจำเป็นต้อง re-brand เว็บของบริษัทมาเป็น MeetEdgar.com แทน

ภายหลังต่อมา เมื่อจะตั้งบริษัทที่สอง Laura Roeder ได้รับบทเรียนแล้วว่า การเริ่มต้นบริษัทก่อนที่จะจด Domain name จะเจอปัญหายุ่งยาก เธอก็เลยคิดว่าคราวนี้ต้องจดชื่อพร้อม Domain name ที่เป็น .com เป็นขั้นตอนแรกเลยของการเริ่มต้นธุรกิจ

ซึ่งหลักการหาชื่อของ Laura ก็จะมีอยู่ว่า

1. ให้ตั้ง Budget ไว้เลยว่าจะจ่ายเท่าไหร่ ผมเคยฟัง podcast EP นึงของ DNW podcast เค้าว่า ค่าเฉลี่ยที่บริษัท StartUp กันไว้เพื่อจ่ายค่า Domain name จะอยู่ที่ราวๆ $2000 และนั่นก็เป็นตัวเลขเดียวกับที่ Laura ตั้งไว้

2. อย่าเพิ่งคิดเรื่องของ Brand แต่ให้มองเรื่องของ Domain name ที่เป็น .com ก่อน เพราะ แน่นอนว่าคนทุกคนมีชื่อที่ชอบอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่มันจะไม่มีความหมายเลยถ้าคุณต้องสร้างแบรนด์ให้ดัง เพื่อให้ลูกค้าไปเข้าเว็บไซต์คนอื่น

3. เน้นใช้คำที่เรียบง่าย จำง่าย ทุกคนรู้จัก ในต่างประเทศจะมีวิธีการนึงเรียกว่า “Radio Test” หมายความว่า ถ้าได้ยินชื่อผ่านวิทยุหรือ podcast ก็จะสามารถสะกดได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นไม่ควรใช้คำที่สะกดแปลกๆ คำแสลง หรือคำสะกดผิด

4. อย่าเลือกใช้คำเดียว(one-word) เช่น Glasses, Shoes, Door, Window เพราะการที่จะซื้อ Domain name แบบนี้ใน budget $2000 แทบเป็นไปไม่ได้เลย และถึงจะซื้อได้ คำพวกนี้เวลาเอาไป Search ใน Google ก็แทบไม่มีโอกาสที่จะอยู่ใน Ranking ของหน้าแรกเลย

5. ใช้วิธีการ Combine หรือการผสมคำแทน แต่ต้อง Research ดูด้วยว่า คำที่ผสมออกมาไม่ได้มีความหมายในเชิงลบ และไม่ทำให้คนเข้าใจผิด ตัวอย่างของคำผสมที่ดีก็อย่างเช่น Facebook.com, Convertkit.com, RightMessage.com เป็นต้น

6. เมื่อได้ชื่อที่ต้องการแล้ว ก็ลองเอาไปค้นหาดู ถ้า .com ยังว่างก็ถือว่าโชคดีมาก แต่ถ้าชื่อนี้ถูกเอาไป Listed ใน Domain Marketplace ก็อาจจะต้องกลับมาดูว่ายังอยู่ใน Budget หรือเปล่า

อย่างกรณีของ Laura หลังจากได้ Brainstorm กลับทีมเรียบร้อยแล้วก็พบว่าคำที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองคือ PaperBell.com ซึ่งเป็นคำที่ใครเห็นก็อ่านได้ ง่ายต่อการจดจำ และที่สำคัญสามารถซื้อมาได้ด้วยราคา $1795 ซึ่งอยู่ใน Budget ที่ตั้งเอาไว้

Note: เครื่องมือตัวนึงที่ผมชอบใช้เวลาต้องการหาชื่อ Domain Name ที่เป็นคำผสม และเป็น Dictionary Word มีชื่อว่า LeanDomainSearch.com ซึ่งทุกคนสามารถค้นหาชื่อดอทคอมดีๆ ที่ยังว่างอยู่ได้ผ่านเว็บนี้เลยครับ 🙂

ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม

สมมุติว่ามี บัญชีเงินฝากออมทรัพย์อยู่ 2 แบบ

แบบที่ 1

ให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่มีเงื่อนไขว่า ทุกๆสิ้นปีเราต้องถอนดอกเบี้ยออกไป คือไม่สามารถทิ้งดอกเบี้ยไว้ในบัญชีได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินฝาก อยู่ 1 แสนบาท ใน 1 ปีแล้วจะมีผลตอบแทนจากดอกเบี้ยอยู่ที่ 15,000 บาท ในส่วนของดอกเบี้ย 15% นี้ เป็นข้อบังคับว่าเราต้องถอนออกไปทุกปี ถัดมาปีที่ 2 เราก็จะได้อีก 15,000 บาท เพราะ เงินต้น 100000 บาท ยังคงอยู่เหมือนเดิม

แบบที่ 2

เราได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยของบัญชีออมทรัพย์ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เหมือนกัน แต่ความพิเศษของบัญชีนี้ คือ เราไม่จำเป็นต้องถอนดอกเบี้ยออกไป หมายความว่า ในปีที่ 2 เราจะได้ดอกเบี้ยจาก 100,000 บาท+15,000 บาท(ซึ่งเป็นดอกเบี้ยของปีแรก) รวมแล้วจะเท่ากับ 132,250 บาท

ถ้าให้เลือก ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเลือกแบบที่ 2 แน่นอน

ธุรกิจที่ดี คือธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูง และสม่ำเสมอ
ส่วน ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม สามารถเปรียบเทียบได้กับตัวอย่างของบัญชีเงินฝากแบบที่ 2 คือ ให้ผลตอบแทนที่ดี สม่ำเสมอ และยังมีการเติบโตขึ้นทุกปีด้วย

Warren Buffet ได้ให้ คำนิยาม ของหุ้นที่มีลักษณะเหมือนบัญชีแบบที่ 2 นี้ ว่าเป็นธุรกิจ ที่สามารถ reinvest and grow ได้ และเป็นธุรกิจที่ เราควรจะเข้าไปลงทุน

ลักษณะอีกอย่างนึงของหุ้น ในธุรกิจที่ยอดเยี่ยม Buffet บอกว่า

เราควรเลือกหุ้น ของบริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสด จาก สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เป็นหลัก

ประเภทของสินทรัพย์ แบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ สินทรัพย์ที่จับต้องได้และสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้

สินค้าที่จับต้องได้ ก็อย่างเช่นพวกที่ดิน เครื่องจักร สินค้าคงคลัง

สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ก็อย่างเช่น พวก เครื่องหมายการค้า และทรัพย์สินทางปัญญา

เวลาที่จะเปรียบเทียบความสามารถของธุรกิจ 2 ตัว เราควรจะคิดอัตราส่วนจากการทำกำไรตามสูตรนี้

Profit / Assets – Intangible Assets

คือ เอาสินทรัพย์รวม ลบออกด้วย สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ก่อน แล้วค่อยนำเอาค่าที่ได้มาหาอัตราส่วนการทำกำไร

และถ้าจะให้ดี ในส่วนของ Profit ควรจะเป็นผลกำไรที่หักลบพวกค่าใช้จ่ายในการ Operate และ Maintenance ออกก่อนเพื่อที่จะได้เป็นส่วนเงินสดของ Owners จริงๆ

ที่สำคัญ อัตราส่วนการทำกำไรนี้จะสามารถบอกเรา ถึงความสามารถของทีมผู้บริหารได้ว่ามีฝีมือจริง และ สามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปต่อยอดทำกำไรให้เติบโตได้หรือไม่

คิดแบบผู้ประกอบการ

ถ้าเราได้มีโอกาสอ่านเพจ หรือบล็อกเกี่ยวกับธุรกิจการและลงทุน ก็คงเคยเห็นชื่อผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ที่ประสบความสำเร็จ เช่น Bill Gates, Mark Zuckerberg, Steve Jobs

และอาจจะมีคำถามว่า

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง “ความเป็นผู้ประกอบ กับ คนที่ไม่ใช่?”

ผมได้ฟัง Clip นึงที่ Simon Sinek นักคิดนักเขียนชื่อดังได้ให้นิยามไว้ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากคือ

“Entrepreneurs see the things that they want, and they set out to get them. Non-Entrepreneurs only see the things that prevent them from getting what they want. That’s the difference.”

-Simon Sinek

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนจะต้องเป็นผู้ประกอบการ อย่างที่ผมได้เขียนเกี่ยวกับเรื่อง “ความกลัว” ในโพสก่อนหน้านี้ว่า โดยธรรมชาติเรามักจะเลือกตัวสิ่งที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าอยู่แล้ว

อ.มี่ (อ.ทิวา ชินธาดาพงศ์) ได้เล่าเรื่องของผู้ประกอบการจีน (ใน VDO จากเพจของ CSI investment strategy) ไว้ได้น่าสนใจมากว่า

เรามักจะรู้จักผู้ประกอบการจากฝั่งอเมริกาเป็นส่วนมาก ซึ่งเวลาที่ อ.มี่ เห็นแล้วก็ได้แต่ทึ่ง เพราะผู้ประกอบการเหล่านั้นแทบจะเรียกได้ว่า เป็นประเภทอัจฉริยะ และหลายคนก็ค่อนข้างมีแต้มต่อที่ดีกว่าคนอื่นเป็นทุนอยู่แล้ว การจะ Copy ความสำเร็จอาจจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคนทั่วไป

อ.มี่เลยลองยกตัวอย่างผู้ประกอบการผู้ประสบความสำเร็จทางฝั่งจีนมาให้ดู เช่น เจ้าของ Huawei, Alibaba, Wahaha Drink

ผู้ประกอบการเหล่านี้เรียกได้ว่า เริ่มต้นจากคนธรรมดา และหลายคนอาจจะติดลบมาก่อนด้วยซ้ำ เช่น เจ้าของ Huawei เริ่มจากการเป็นนายทหารที่เกษียณอายุ ตลอดชีวิตไม่เคยมีประสบการณ์การทำการค้าอะไรมาก่อน

สุดท้ายมาเริ่มเปิดธุรกิจขายอาหารเสริมที่เมืองเสินเจิ้นตอนที่ตัวเองอายุ 55 และ Huawei ก็กลายเป็นบริษัทระดับ Top 5 ของโลก ถึงแม้ในวัย 80 ก็ยังมีความคิดที่จะเป็นอันดับ 1 ของโลกให้ได้

อ.มี่ได้สรุปว่า MindSet ที่ผู้ประกอบการจีนทุกคนมีเหมือนกัน ซึ่งผมคิดว่า ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ประกอบการหรือไม่ น่าจะลองรับมาปรับใช้นั่นคือ

“เราจะมาจากไหนไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่รู้ว่าเราต้องการไปที่ไหน และจะไปอย่างไร”