Intermittent fasting

ร่างกายของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้บริโภคอาหารได้ตลอดเวลา

ในยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ต้องออกไปล่าสัตว์ หาอาหาร ซึ่งก็จะกินเวลาครึ่งค่อนวัน และเมื่อได้กินแล้ว ก็จะมีการเว้นช่วงอีกหลายชั่วโมงจนกว่าจะได้กินอีกครั้ง

แม้เวลาจะผ่านไปเป็นหมื่นเป็นพันปี ร่างกายของมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนจากเดิมไปมาก แต่พฤติกรรมการบริโภคอาหารนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เราเริ่มมีตู้เย็นใช้ มีร้านสะดวกซื้อที่เดินทางไปได้สะดวก เมื่อไหร่ที่รู้สึกหิว ก็สามารถเอาอาหารเข้าปากได้ทันที

เราเริ่มมีค่านิยมต้องกินอาหาร 3 มื้อ ในยุคอุตสาหกรรมอาหารเฟื่องฟู บริษัทผู้ผลิตอาหารต้องการให้เราบริโภคมากขึ้น เพื่อที่จะได้ขายของได้มากขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถอยู่ได้ด้วยการกินมื้อเดียวต่อวัน และบางครั้งสามารถอดอาหารได้หลายวันติดต่อกันด้วยซ้ำ

พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยน นำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บแบบที่มนุษย์สมัยก่อนไม่เคยเจอมาก่อนได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคความดัน ซึ่งถ้าเราดูข้อมูลสถิติย้อนหลังกลับไปสัก 50-60 ปีก่อน จะเห็นว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยในโรคประเภทนี้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

Dr.Jason Fung ผู้เขียนหนังสือ Obesity Code ได้กล่าว โรคเบาหวานประเภท 2 ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคอื่นๆ เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคและสามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน

อินซูลิน ของตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน

หน้าที่หลักของอินซูลิน ก็คือการนำสารอาหารที่เป็นพลังงานเข้าไปเก็บในเซลล์ของร่างกาย ซึ่งในช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดกินอาหาร ระบบในร่างกายจะค่อยๆ ขจัดอินซูลินออกไป และเมื่ออินซูลินหายออกไปจากกระแสเลือดแล้ว ร่างกายก็จะค่อยๆ นำพลังงานที่สะสมในเซลล์ออกมาใช้

ซึ่งในวงจรการบริโภคแบบดั่งเดิมของมนุษย์ก็เป็นแบบนี้ ทำให้ร่างกายไม่มีการสะสมพลังงานส่วนเกิน และอินซูลินได้ทำหน้าที่เท่าที่จำเป็นเพราะร่างกายได้เว้นช่วงการกินที่นานพอ

พฤติกรรมการบริโภคแบบปัจจุบัน เรากินอาหารมากเกินความจำเป็น เรากินเพราะความอยาก เรากินเพราะมีคนบอกว่าเราต้องกิน 3 มื้อ เรากินได้ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมงเพราะ การหาอาหารนั้นง่ายกว่าสมัยก่อนมาก

ทุกครั้งที่เรากินอาหารเข้าไป อินซูลินจะถูกหลั่งออกมาเพื่อนำน้ำตาลที่ถูกร่างกายแปรรูปทางเคมีจาก Carbohydrate เข้าไปเก็บในเซลล์ แต่เมื่อเรามีการบริโภคอย่างต่อเนื่อง อินซูลินก็ถูกหลั่งออกมาเกินกว่าที่ควรจะเป็น เซลล์ของร่างกายก็ไม่สามารถบรรจุพลังงานได้ทั้งหมด ทำให้อินซูลินไม่มีที่เก็บนำน้ำตาลไปเก็บ เมื่อเป็นแบบนี้บ่อยๆเข้า ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินก็แย่ลง

จากที่อินซูลินเคยทำงานได้อย่างขยันขันแข็ง เวลามีอาหารเข้ามาในร่างกาย แต่พอเราบริโภคเป็นจำนวนมาก อินซูลิน ก็เกิดการดื้อยาขึ้นมา ซึ่ง Dr. Jason เรียกว่า Insulin Resistance หมายถึง การที่อินซูลินไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปเก็บในเซลล์ได้ดีเหมือนเคย ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ น้ำตาลก็จะอยู่ในกระแสเลือดแทนที่จะถูกนำไปเก็บในเซลล์ของร่างกาย

เมื่อร่างกายมี Insulin Resistance ที่สูง ก็ทำให้เกิดโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา

วิธีการ Fasting หรือการอดอาหารเป็นวิธีการแก้ Insulin Resistance วิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะจะทำให้อินซูลินค่อยๆ กลับมาทำงานได้อย่างปกติแบบที่ไม่ต้องอาศัยการกินยา หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการทำให้ร่างกายมี Insulin Sensitivity ที่เพิ่มขึ้น

ในการทำ Fasting แบบอดอาหารหลายวันก็เป็นวิธีนึงที่ Dr. Jason แนะนำแต่ทั้งนี้ควรจะต้องอยู่ในการดูของแพทย์

สำหรับคนทั่วไปการทำ Intermittent Fasting หรือ การทำ IF หรือการจำกัดการบริโภคอาหารเป็นช่วงๆจะสามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายกว่า เพราะเป็นวิธีที่เหมาะกับธรรมชาติของร่างกายมนุษย์อยู่แล้ว

ซึ่งวิธีการทำ IF ก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ organicbook จะมีวิธีที่บอกไว้ค่อนข้างละเอียด หรือถ้าอยากซึ่งแบบเชิงลึกก็สามารถไปอ่านต่อได้ที่ Dietdoctor.com และอ่านหนังสือ The Complete Guide to Fasting ของ Dr.Jason Fung

ผลพลอยได้ที่สำคัญจากการทำ IF (Intermittent Fasting) เลยนั่นก็คือ การได้ลดน้ำหนัก เพราะการทำ IF จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และไม่ทำให้ร่างกายสะสมไขมันจนเกินความจำเป็น

ผมมักจะอธิบายเรื่องของการทำ Intermittent Fasting กับเรื่องการทำงานบริษัทให้เพื่อนๆ ฟังอยู่เสมอว่า สมมติเราเป็นพนักงานบริษัทแล้วมีเจ้านายคอยสั่งงานทั้งวัน แล้วเราจะเอาเวลาที่ไหนมาทำงาน เคลียร์งานให้จบ มันควรจะเป็น สั่งงาน > เว้นช่วงให้เคลียร์งาน > ส่งงาน แล้วค่อย สั่งงานใหม่เพิ่มเข้ามา

ร่างกายคนเราก็เหมือนกัน หากเรากินโดยไม่เว้นวรรคให้ร่างกายได้นำพลังงานของเก่าออกมาเคลียร์ ให้ระบบการย่อยได้พัก และให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองบ้าง แถมเรายังค่อยเติมอาหารเข้ามาเรื่อยๆ เหมือนเจ้านายสั่งงานไม่หยุด สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “พัง” สถานเดียว