Priority vs Priorities

คำว่า Priority เป็นคำที่มีการใช้กันมาตั้งแต่ปีค.ศ 1400 ซึ่งมีความหมาย ว่า First thing หรือหมายถึง สิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่ต้องทำก่อน

จนผ่านมา 500 ปี ในปี ค.ศ. 1900 คำว่า Priority จากเดิมที่ใช้เป็นคำเอกพจน์ (ซึ่งแปลว่ามีได้แค่ 1) เริ่มถูกนำมาใช้ใน Term ที่เป็นพหูพจน์ คือ Priorities แปลได้ว่าสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดมากกว่า 1 อย่าง

ซึ่งในความเป็นจริง เป็นไปได้ยากมากที่คนเราจะสามารถโฟกัสสิ่งสำคัญได้มากกว่า 1 อย่าง ในแต่ละครั้ง

พออ่านเรื่องนี้ ก็เลยทำให้ผมนึกถึงเวลาตอนที่นั่งเครื่องบินโดยสาร ช่วงเวลาที่ลูกเรือสาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์บนเครื่อง จะมีประโยคนึงที่แทบทุกสายการบินจะพูดเหมือนกัน คือ

“Your Safety is our Priority” 

(ความปลอดภัยของผู้โดยสารคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง)

ถ้าพูดใน Term พหูพจน์ ก็คงจะเป็น

“Your Safety is one of our Priorities”

(ความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหนึ่งในหลายๆสิ่งที่เราให้ความสำคัญ)

ความปลอดภัยอาจจะไม่ต่างกัน แต่รู้สึกปลอดภัยไม่เหมือนกัน(แฮะ 😝)

Life Coach จำเป็นจริงหรือ?

2 สิ่งที่สร้างคุณค่า ให้กับคนที่จะเป็น Life Coach ได้ก็คือ
1. ประสบการณ์ชีวิต
2. สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์นั้น

ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ชอบคำว่า Life Coach แต่ชอบคำว่า Mentor มากกว่า
Mentor คือ เพื่อนที่ดี ที่ปรึกษา และผู้ชี้ทางสว่างให้กับเรา
Mentor คือ ผู้ที่ให้ความเห็นที่สองรองจากตัวเราเอง
Mentor คือ กัลยาณมิตร
Mentor ที่แท้จริง ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

เวลาที่เรามี ปัญหา เราต้องการคำปรึกษาจากคนที่เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน
มี Life Coach น้อยคนนัก ที่จะผ่านประสบการณ์เดียวกันกับที่เราเจอ

ปัญหา คือ สิ่งที่กั้นอยู่ระหว่าง “ตัวคุณ” กับ “สิ่งที่คุณต้องการ”
คนแต่ละคนย่อมมีปัญหาที่แตกต่างกันไป และไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าตัวเราเอง

หลายๆครั้ง เรามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ เราแค่ต้องการบางคนที่เห็นด้วย
หลายๆครั้ง เราต้องการคนที่นั่งรับฟัง และให้กำลังใจ

ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเสียเงินจ้าง Life Coach เพื่อมาบอกคุณว่า
“คุณต้องการอะไร” หรือ “คุณต้องทำยังไง”

บทสรุป ของคอร์สพัฒนาตัวเองทุกคอร์ส ของหนังสือพัฒนาตัวเองทุกเล่ม

จะไม่มีคำตอบใดที่แปลกไปจากคำว่า
“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เสมอ

Steve Jobs เคยให้สัมภาษณ์ว่า คุณไม่จำเป็นต้องบอกให้คนๆนึงต้องทำอะไร เพราะถ้าเค้ารู้ตัวว่าอยากได้อะไร และอยากได้มันมากพอ เค้าจะหาวิธีการที่จะได้มันมาเอง

คุณจะเป็นอย่างที่คุณเชื่อ

สิ่งที่คุณบอกกับคนอื่น อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน กับสิ่งที่คุณบอกตัวเอง

“ฉันเป็นคนหัวไม่ค่อยดี”
“ฉันเป็นคนไม่เก่งเลข”
“ฉันเป็นคนไม่เก่งภาษาอังกฤษ”

บางครั้งคุณอาจจะพูดออกไปเพื่อเป็นการถ่อมตน
บางครั้งคุณพูดออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่าง

พอพูดบ่อยเข้า มากเข้า
สุดท้ายกลายเป็นว่า
คนที่เชื่อคำพูดเหล่านั้นคนแรกคือ “ตัวคุณเอง” และ
คุณได้รับเอาข้อจำกัดเหล่านั้นมาเป็นของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

“A negative mind will never give you a positive life.”
-unknown

เขียนเพื่อสื่อสารกับตัวเอง

การเขียนเป็นทักษะแรกๆ ของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อสาร
เราไม่จำเป็นต้องเป็น “นักเขียน” ถึงจะสามารถเขียนได้

แต่กลับกัน เราจะเขียนได้ดีต่อเมื่อเราลงมือเขียนบ่อยๆ ผมรู้สึกว่าช่วงเวลา
ที่โฟกัสกับการเขียนเป็นวิธีที่นึงที่เราได้ตรวจสอบความคิดของตัวเอง และ
ได้จัดระเบียบข้อมูลที่อยู่ในหัว

I write to discover what I know – Flannery O’Connor

ถ้าเราไม่สามารถเขียนมันออกมาได้ บางทีเราอาจจะไม่รู้เรื่องนั้นจริง.