คนใกล้ตัว

เรามักจะเลือกรักษาความรู้สึกคนที่อยู่ไกลตัวจากเรา อย่างพวกคนที่รู้จักแบบผิวเผิน เช่น เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย และลูกค้า

เราจะเกรงใจ ระวังคำพูด คิดก่อนพูด และเลี่ยงที่จะทะเลาะเบาะแว้ง กับคนไกลตัวเหล่านี้

แต่กับ “คนใกล้ตัว” คนที่อยู่กับเรามานาน รู้จักเรามานาน เห็นนิสัยเรามานาน และเป็นคนที่รักเรา

เรากลับเลือกที่จะพูดแบบไม่คิด ไม่รักษาความรู้สึก เพราะคิดว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร คนใกล้ตัว ก็คงจะรับความเป็นเราได้

ในความเป็นจริงแล้ว…

การใช้ชีวิตคู่ คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การรักษาความรู้สึกดีๆ ระหว่างกันให้ได้ตลอดไป

สาเหตุของคนที่เลิกลากัน เป็นเพราะ ความรู้สึกดีๆที่เคยมีให้กัน นั้นร่วงหล่นหายไป

คนใกล้ตัวคือคนที่รักเรา และเป็นคนที่เราควรจะทะนุถนอมความรู้สึกมากที่สุด

ถ้าเราตัดสินใจว่า เราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น เป็นคนใจเย็น เป็นคนคิดก่อนพูด เป็นคนมีน้ำใจ เป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นคนที่ เอาใจใส่ผู้อื่น

“คนที่เรารัก” ควรจะได้รับสิทธิ์นั้นจากเราเป็นคนแรก ไม่ใช่คนสุดท้าย

เราปฏิบัติกับ “คนไกลตัว” แบบไหน
เราต้องปฏิบัติกับ “คนใกล้ตัว” ให้ดียิ่งกว่า

การรับฟัง

การแบกอัตตาตัวตน เป็นภาระที่หนักสำหรับมนุษย์

ตอนที่เราเกิด ได้ลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก เราก็ไม่ได้มีความรู้อะไร

พอโตขึ้นมา เราเริ่มได้รับชุดข้อมูลความรู้จากหลากหลายที่

เราสร้างอัตตาตัวตนขึ้นมา จากการหลอมรวมความเชื่อทั้งหมดที่เรามี

การยึดติดกับอัตตาของตัวเอง ทำให้เราไม่ฟังความเห็น เราพร้อมที่จะถูกโน้มน้าวไปในสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อที่เรามี

เราเริ่มแบ่งแยก
เราเริ่มเปรียบเทียบ
เราเริ่มคิดต่างจากคนอื่นๆ

เราด่าท่อ เราทะเลาะ เราฟาดฟัน คนที่คิดไม่เหมือนเรา

เรามักลืมตั้งคำถามสำคัญว่า “ถ้าสิ่งที่เรายึดมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจล่ะ?”

การรับฟัง คือ คำตอบ

การรับฟังที่ดี คือ การฟังเพื่อที่จะทำความเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อจะโต้ตอบ

การทำตัวเป็นเหมือนน้ำครึ่งแก้ว ที่พร้อมจะรับความรู้ใหม่ๆ และพร้อมจะเทความเชื่อเก่าๆทิ้งเมื่อพิจารณาแล้วว่ามันไม่จริง เป็นคุณสมบัติของผู้ที่แสวงหาปัญญา

การลดอัตตา การเลิกยึดติดกับสิ่งที่เป็นความเชื่อ จะเปิดมุมมองใหม่ๆให้เราเห็น

การเปิดใจ การรับฟังสิ่งใหม่ๆ มีแต่ข้อดี และไม่มีต้นทุน

เราคือผลลัพธ์ของข้อมูลที่เราเสพ

สำนักข่าวต่างๆ จะมีรายได้หลักมาจากค่าโฆษณา

ซึ่งการจะมีคนจ้างลงโฆษณา เนื้อหาข่าวก็ต้องเป็นที่สนใจ และ ลักษณะของข่าวที่คนส่วนใหญ่สนใจ ก็มักจะเป็นข่าวที่สะเทือนอารมณ์ของผู้ชม

ทำให้สำนักข่าวต่างๆมักจะหาเรื่องราว ข่าวสาร เกี่ยวกับพวกคดีสะเทือนขวัญ อุบัติเหตุร้ายแรง และให้น้ำหนักกับ สิ่งที่จะดึงดูดสายตาคนดู มากกว่า สาระสำคัญที่คนดูจะได้รับ

(จะว่าไปแล้วพวก สำนักข่าว ควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น สำนัก “ข่าวร้าย” ซะมากกว่า 😩 )

เมื่อผ่านไปนานวันเข้า สมองคนที่รับข่าวสารจำพวกนั้น ก็จะกลายเป็นที่จัดเก็บของข้อมูลขยะ ส่งให้ผลเริ่มมีความคิดด้านลบ มองเห็นแต่ด้านที่ไม่ดีในสังคม มองว่าโลกใบนี้ไม่น่าอยู่ และนำมาซึ่งจิตใจที่เครียดและหดหู่ในที่สุด

ลองนึกภาพ สมองของเราที่ถูกป้อนข้อมูลด้วย ข่าวสารที่ไม่มีคุณภาพ ก็เหมือนเอารถยนต์ไปเติมน้ำมันที่ปะปนด้วยสิ่งปฏิกูลทุกวัน ใช้งานได้ไม่นานก็คงพัง

การเลือกให้อาหารสมองด้วยสิ่งที่ดีงาม เรื่องราวที่จรรโลงโลก ความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ก็จะเป็นการสร้างพลังบวกให้กับ สมองและจิตใจของเรา

เราไม่ควรจะปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อของสื่อที่ไร้คุณภาพ ที่คอยบอกเราว่าสิ่งที่แวดล้อมของเราเป็นอย่างไร

เราควรจะตระหนักว่าเรามีทางเลือก และอำนาจการตัดสินใจก็อยู่ที่เรา

small win

คนที่ติดบุหรี่ ทุกคนเริ่มต้นจาก บุหรี่ 1 มวนแรก
หลายคนคิดว่า แค่มวนเดียวคงไม่ติดหรอก
และ ถ้าอยากจะเลิกเมื่อไหร่ก็คงเลิกได้

นักกีฬาที่เริ่มหย่อน ผ่อนผันการฝึกซ้อม
เริ่มต้นจากการ ผัดวันประกันพรุ่ง 1 วัน
เพราะคิดว่าแค่วันเดียวคงไม่เป็นไร สุดท้ายกลายมาเป็นหลายวันต่อสัปดาห์

ความคิดแบบนี้ นำไปสู่ การฝังลากลึกของ ความมักง่ายแบบถอนตัวได้ยาก

การสร้าง small win เป็นการสร้างนิสัยด้านบวกแบบง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม

เช่น

-การเก็บที่นอนตอนเช้าให้เรียบร้อยหลังจากตื่นนอน
-การล้างจานให้เสร็จหลังจากทานข้าวเสร็จ
-การพยายามลุกจากที่นอนให้ได้ เมื่อรู้สึกตัวแล้วไม่กลับมานอนต่อ

ไม่ว่าจะเป็นนิสัยด้านบวก หรือด้านลบ
ล้วนเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เสมอ

การเอาชนะตัวเองให้ได้ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อสะสมไปทุกวัน นานวันเข้า
ก็จะกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไป และจะทำให้เรามีกำลังในการฝ่าฟันอุปสรรคที่ใหญ่ขึ้น

ในทางกลับกัน การปล่อยให้พลังด้านลบค่อยๆ สะสมเข้ามาทีละนิด และมีอิทธิพลกับชีวิตมากๆ สุดท้ายก็จะกลายเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะ

ถ้าลองมาคิดดูดีแล้วๆ

เรื่องเล็กๆ ยังเอาชนะไม่ได้ เรื่องใหญ่ๆ ก็คงไม่ต้องพูดถึง

Deadline

เราทุกคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ ได้รับการบ้านช่วงปิดเทอม
แต่เราเลือกที่จะทำมันในวันสุดท้ายก่อนเปิดเทอม และที่สำคัญ

เราทำมันเสร็จซะด้วย

ไม่ใช่เพราะเราเก่ง
ไม่ใช่เพราะการบ้านน้อยเกินไป

แต่เป็นเพราะ มันมี deadline ที่กำหนดไว้

ในชีวิตเราทุกคนจะกิจกรรมอยู่ 2 ประเภทคือ
1. สิ่งที่ควรทำ
2. สิ่งที่ต้องทำ

เรามักจะได้บรรลุเป้าหมายใน “สิ่งที่ต้องทำ” เสมอ
ไม่ใช่ว่า “สิ่งที่ควรทำ” นั้นไม่มีความสำคัญ แต่เป็นเพราะเราไม่เคยกำหนดเส้นตายให้มันเลยต่างหาก