ความสำคัญของ Outbound Link

เวลาที่เราทำ SEO ส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่การสร้าง Backlink โดยเราจะพยายามหา Link จากเว็บที่มี DA (Domain Authority), DR (Domain Rating) และ Page Rank สูงๆ ซึ่งสามารถเช็คได้จาก https://ahrefs.com/backlink-checker

ยิ่งถ้าได้ Backlink จากเว็บที่มี DR สูงๆ ยกตัวอย่างเช่น wordpress.org มี DR สูงถึง 98 ก็จะสามารถดันเว็บของเราให้ได้อันดับใน Search Engine ให้สูงตามขึ้นได้

แต่การจะได้มาซึ่ง Backlink ที่มีคุณภาพ Content ในเว็บเราก็ต้องมีเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้อง และมีประโยชน์พอที่เว็บใหญ่ๆ เหล่านั้นจะส่ง Link กลับมาให้ด้วย

เนื้อหาของเว็บเราต้องมีความเป็น Authority และมีความเป็น Resourceful สำหรับกลุ่ม Audience ใน Niche ที่เราต้องการ Target

คำถามก็คือ หากเว็บใหญ่ๆ อย่าง Wikipedia และ WordPress มี Backlinks กลับมาที่เว็บเราแล้ว เว็บเหล่านั้นจะเสียความน่าเชื่อถือ และถูกลด DA Score จาก Search Engine รึเปล่า?

คำตอบคือไม่ใช่ และในทางกลับกัน วิธีการทำ SEO ปัจจุบันการสร้าง Link out หรือ Outbound links ก็มีความสำคัญไม่แพ้การสร้าง Backlinks

เพราะถ้าเนื้อหาในเว็บเรามี Link โยงกลับไปหาแหล่งข้อมูลอ้างอิง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อ Search Engine ทำให้ Search Engine เข้าใจว่า เว็บไซต์เรามีความเชื่อมโยงของข้อมูลประเภทเดียวกัน และสร้างความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น ทำให้อันดับของเว็บเราดีขึ้น

วิธีการเช็คก็สามารถติดตั้ง Plugin ที่ชื่อ RankMath และลองทดสอบ Score ดูได้ครับ เวลาที่หน้า Webpage ของเรามีการทำ Outbound Link ออกไป Score ที่ RankMath ให้การจะสูงกว่าตอนที่ยังไม่มี

ความชัดเจนในการสื่อสาร

การตลาดในโลกออนไลน์ เป็นเหมือนสถานที่ที่คนพยายามตะโกนแข่งกัน ต่างใช้กลยุทธ์ทุกวิธีเพื่อดึงความสนใจของผู้ชม

มันจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากธุรกิจใดได้มีโอกาสไปอยู่ต่อหน้าของลูกค้ามุ่งหวัง แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนให้กับลูกค้าได้

ครั้งนึง Steve Jobs เคยพูดว่า เราควรจะมีความชัดเจนในเรื่องของธุรกิจ และตัวสินค้า เพราะเราคงไม่ได้มีโอกาสไปนำเสนอต่อหน้าลูกค้าอยู่บ่อยๆ การสื่อสารที่เจาะจง และชัดเจน จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น

การทำให้ลูกค้าเข้าใจ ในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ ผ่านการ Show โดยไม่ต้องมีคำอธิบายนั้นแหล่ะ คือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุด

Permission Marketing

ลองจินตนาการดูครับ

คุณเป็นมุนษย์ในวัยทำงานคนหนึ่ง มีปัญหาในการทำงาน มีความเครียด พักผ่อนน้อย มีปัญหาการนอนไม่ค่อยหลับ

ในช่วงกลางวันของวันหยุดวันหนึ่ง หลังจากที่คุณได้สะสางภาระกิจประจำวันเสร็จแล้ว คุณรู้สึกเหนื่อยล้า และต้องการเอนหลังเพื่อจะนอนพักสายตาสักประมาณ 40-60 นาที

ทันใดนั้น ก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น

คุณก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในวันหยุดแบบนี้ คนที่กล้าจะโทรมารบกวน คงมีแต่เรื่องด่วนจากคนในครอบครัวเท่านั้น

จากที่กำลังเคลิ้มจะหลับได้แล้ว คุณรีบลุกจากโซฟา พุ่งตรงมาที่โทรศัพท์

เมื่อมองไปที่โทรศัพท์เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แต่ก็เลือกที่จะรับเพราะอุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแล้ว

ปลายทางของสายพูดขึ้นว่า…

สวัสดีค่าาา… ดิชั้นโทรจากธนาคาร….. เรียนสายคุณ….. พอดีมีโครงการเงินฝาก, บัตรเครดิต, เงินด่วน, ประกันชีวิต อยากจะเรียนนำเสนอค่ะ…. ไม่ทราบว่าพอมีเวลาสะดวกคุยมั้ยคะ?

………..&8$**!!

ผมเคยดูงาน Talk ของ Gary Vaynerchuck เจ้าของ Digital Agency ชื่อดัง ได้ถามไปยังกลุ่มผู้ฟังว่า

ทุกวันนี้มีใครยังดูโฆษณาโทรทัศน์อยู่บ้าง?

ปรากฏว่า ไม่มีคนยกมือแม้แต่คนเดียว

Gary ถามต่อ “มีใครบ้างในห้องนี้ เวลามีคนโทรเข้ามา จะรู้สึกอารมณ์เสีย และหงุดหงิดทุกครั้ง?”

คราวนี้ ทุกคนในห้องยกมือเกือบหมด

ในยุคที่เรามีทางเลือกมากขึ้น มากกว่ายุคใดตั้งแต่ที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้น

เราให้คุณค่ากับเวลามากกว่าเดิม การทำการตลาดแบบเดิมๆ ที่คอยรบกวน ขัดจังหวะ และเรียกร้องความสนใจ จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

บริษัท และเจ้าของสินค้าเจ้าใด จะเอ่ยปากขอเวลาเราเพื่อเสนอขายสินค้าก็ดูเป็นเรื่องที่ผิดกาละเทศะ

ด้วยความที่เรามีตัวเลือกที่มีเป็นร้อยเป็นพัน การเลือกที่จะไม่แคร์ ไม่สนใจก็ดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเรา

เพราะเราไม่เสียโอกาสอะไรแม้แต่นิดเดียว หากเราเลือกที่จะไม่สนใจ

(*อธิบาย* เราไม่ได้ติดหนี้ แบรนด์, บริษัท หรือสินค้าใดๆ… แล้วคุณกล้าดียังไง ที่อยู่ดีๆ เดินมาขอเวลาอันมีค่าจากเรา หน้าที่ของคุณคือ “ทำตัวให้น่าสนใจเอง” แล้วถ้าเราเห็นว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าพอ เราจะให้เวลา หันมาสนใจเอง)

นั่นเป็นที่มาว่า ทำไมการทำ Content Marketing จึงสำคัญ

การทำ Content Marketing ได้เข้ามาสร้างคุณค่าอะไรบ้างให้กับลูกค้า การสร้างเนื้อหา และการทำกิจกรรมในหัวข้อที่ลูกค้ามีความสนใจเป็นทุนอยู่แล้ว จึงเป็นวิธีที่ฉลาด ไม่รุกราน ไม่ก้าวก่าย ความเป็นส่วนตัว

หากลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าหรือการให้บริการใดมีคุณค่าพอ

เค้าจะ “อนุญาต” ให้บริษัทนั้นๆ นำเสนอใน step ต่อไปเอง

แต่ถ้าบริษัทใดยังยืนยันที่จะใช้วิธีการแบบเก่า Approach ลูกค้าแบบ Hard Sale ขอเวลา รบกวนเวลา โดยที่ไม่ได้แคร์ว่าลูกค้าจะมีธุระ หรือติดภาระกิจอื่นอยู่ ใช้วิธีการ Telesales แบบหว่านแห ไร้มารยาท

ก็คงไม่พ้น ที่จะต้องเตรียมตัวหายออกจากตลาดไปแบบไม่ต้องสงสัยเลย

ความสำคัญของ .com

เจ้าของบริษัทโซนี่เคยกล่าวว่า การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ของบริษัท คือตัวอักษร 4 ตัว นั่นก็คือ s o n y .com(ดอทคอม)

Domain Name เป็นเหมือนที่อยู่ของบริษัทในโลกออนไลน์ ผู้คนสามารถแวะเวียนเข้ามาได้แค่เพียงปลายนิ้ว

มีหลายบริษัท ไม่ได้ให้ความสำคัญกับชื่อเท่าที่ควร บ้างก็เลือกใช้พวก Social Media หรือ Sub-Domain เป็นที่อยู่บริษัทแทนเสียด้วยซ้ำ และเมื่อมีอะไรผิดพลาดก็ต้องมานั่งแจ้ง และประกาศแก้ไข ทำให้เสียโอกาสในการขายไปโดยใช่เหตุ

บางบริษัทเห็นว่าชื่อที่ตัวเองต้องการถูกจดแล้วนำมาขายเป็น Premium Domain เลยไม่ยอมลงทุน แต่สุดท้ายพอบริษัทเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาก็ต้องมาจ่ายเงินซื้อโดเมนในราคาแพงขึ้นไปอีก

บางบริษัทก็ไปเลือก Domain Extension อื่นที่ไม่ใช่ .com ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด และเสีย Traffic ไปฟรีๆ

การเลือกชื่อ หรือ domain name ให้กับบริษัทหรือกิจการเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าเป็นสิ่งที่จะอยู่ติดกับบริษัทไปตลอด และเป็นสิ่งที่คนทั่วไปหรือลูกค้าจะจดจำได้เป็นอันดับแรก

ถ้าเกิดเราไปอ่านบทความที่เขียนตามสื่อต่างๆ Online ก็จะเจอบทความประเภทว่า “ทางเลือกอื่นนอกเหนือจาก .com ก็ใช้งานได้ และเป็นตัวเลือกที่เข้าท่า” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย

ผมใช้เวลาศึกษาเรื่องการลงทุนใน Domain Name มากกว่า 10 ปี และติดตาม นักลงทุน Domain Name ที่ประสบความสำเร็จ เช่น DomainKing, Mike Mann ทุกคนล้วนบอกว่าชื่อที่ดีที่สุดยังไงก็ต้องเป็น .com เท่านั้น

บริษัท Catch.co พยายาม สร้างแบรนด์ตัวเองภายใต้ชื่อ Catch ลงทุนโฆษณาทั้ง Offline และ Online แต่ตอนหลังก็มาพบว่าลูกค้าจำนวนมากยังเข้าเว็บผิดไปเข้าที่ Catch.com ยังไม่พอตัวพนักงานของบริษัทเอง ก็ยังส่งอีเมล ผิดไปที่อยู่ email@catch.com เลย

ซึ่งวิธีการเลือกชื่อ Domain Name ที่ดี หลักๆก็จะมีอยู่ 5 ข้อด้วยกัน

1. เน้นสั้นถ้าจะให้ดี ไม่เกิน 10 ตัวอักษร หรือแย่ที่สุดไม่เกิน 15 ตัว

2. ไม่ใช่เป็นคำสะกดผิด ล้อเลียน หรือคำที่อาจจะทำให้ลูกค้าสับสนได้ง่าย

3. พยายามอย่าเลียนแบบชื่อและ ลักษณะของเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

4. เน้นชื่อที่ไม่เกิน 5 พยางค์ ถ้าเกิดเป็นคำที่คิดขึ้นมาเองควรจะเป็นคำที่อ่านออกเสียงง่าย แต่ถ้าเป็น Dictionary Word ได้ยิ่งดี เช่น HealthLine.com, Facebook.com, UniverseToday.com

5. ชื่อโดเมนเนม ยังไงก็ต้องเป็นดอทคอมเท่านั้น ถ้าชื่อที่ต้องการไม่ว่าง ลองเติม Keyword อื่นเข้าไป ตัวอย่างเช่น ชื่อ MC.com ไม่ว่างก็ อาจจะเลือกใช้ mcshop.com แทนเป็นต้น

แต่ก็มีข้อยกเว้น หากเราไม่ได้ต้องการสร้างบริษัท สินค้า หรือบริการ อะไรที่ต้องการขาย Worldwide และเน้นขายเฉพาะในบางประเทศ บางจังหวัด และเน้นที่กลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงมากๆเช่น soap.club การลงทุนสร้างชื่อบน .com ก็คงไม่ได้เป็นเรื่องจำเป็น

ภาษาที่สอง มีประโยชน์มากกว่าการสื่อสาร

คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าตัวเอง ตัดสินใจบนพื้นฐาน ของการใช้เหตุผล

แต่หลายครั้ง ผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้นๆ กลับกลายเป็นเรื่องที่ผิดพลาด และ ไม่ได้ตอบโจทย์ กับวัตถุประสงค์ที่ตัวเองต้องการ

การทำตลาด และทำโฆษณา ของการขายสินค้าส่วนใหญ่  ล้วนแต่เป็นการเล่นกับอารมณ์ของผู้บริโภค เพราะ สินค้าหลายประเภทจะขายไม่ออกทันที หากผู้บริโภคนำเรื่องเหตุผลมาพิจารณา

ยกตัวอย่างเช่น การซื้อคอนโดหรู

เราอาจจะมี Check list ว่าราคา ที่ตั้ง และจำนวนห้อง ของคอนโดที่เราต้องการซื้อเป็นแบบไหน แต่พอไปถึงสถานที่จริง เราได้พูดคุยกับเซลส์ อ่านหนังสือชี้ชวน ดูห้องตัวอย่าง สุดท้ายกลายเป็นว่า เราตกลงทำสัญญาซื้อห้องคอนโด ในเงื่อนไขที่เสียเปรียบ หรือบางครั้ง ลืมแม้แต่การต่อรองขอลดราคา! เพียงเพราะ ความอยากได้

 

สมองของมนุษย์แบ่งการประมวลผลได้เป็นสองแบบ คือ ใช้อารมณ์ กับ ใช้เหตุผล

ทุกๆวัน เราใช้ภาษาแรกเกิดเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร ทำให้เกิดความคุ้นชิน และเชื่อมโยงคำบางคำกับอารมณ์

เช่น เวลาเราได้ยินคำว่า “สะดวกสบาย” เราจะรู้สึกไปถึง “อารมณ์เมื่อได้รับความสะดวกสบาย” มากกว่า ความหมายของคำๆนั้นจริงๆ

เมื่ออารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล ก็ทำให้เรามองข้าม “ข้อบกพร่อง” ของสินค้าหรือบริการที่เราจะตกลงทำสัญญาซื้อไป

 

มีการศึกษาว่า เราสามารถลดความผิดพลาดของการตัดสินใจจากอารมณ์ และใช้เหตุผลมากขึ้น ด้วยวิธี การคิดเป็นภาษาที่สอง(หรือภาษาต่างประเทศ ที่เราใช้รองลงมาจากภาษาแรกเกิด)

การคิดเป็นภาษาต่างประเทศ จะช่วยให้เราตัดความเชื่อมโยง คำพูดกับอารมณ์ ได้มากขึ้น

ในอนาคต หากคุณต้องมีการทำสัญญาเรื่องงาน หรือซื้อของที่มีราคาสูง ลองใช้วิธีนี้ เป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจดู แล้วคุณจะพูดคำว่า “รู้งี้” น้อยลงแน่นอน 😀