จะเป็นแบบไหน อยู่ที่เราเลือก

ในปี 1975 มหาวิทยาลัย Yale ได้ทำการศึกษาจากกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีจำนวน 660 คน ในหัวข้อ ความเห็นที่มีต่อ “การสูงวัยขึ้น(aging)” 

กลุ่มที่หนึ่ง มีความเห็นและความเชื่อที่เป็นด้านบวก ทั้งในเรื่องสุขภาพ ความคิด ความคาดหวังที่ดี เมื่อแก่ตัวขึ้น
กลุ่มที่สอง มีความเห็นและความเชื่อที่เป็นด้านลบ ประมาณว่า “การออกกำลังกายไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นหรอก ยังไงก็ต้องป่วย ต้องตายอยู่ดี”

ปรากฎว่า เมื่อผ่านไป 23 ปี กลุ่มที่หนึ่งมีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มที่สอง ถึง 7.6 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันมาก

การศึกษานี้ต้องการจะบอกอะไรกับเรา?

แน่นอนว่า ผลลัพธ์ทุกอย่าง เกิดขึ้นได้ จากการกระทำ
เวลาที่เราวางแผนจะลงมือทำอะไร ล้วนแต่เริ่มต้นจาก การตั้งเป้าหมาย ทั้งสิ้น

แต่คำถามคือ เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว  ยังไงต่อ?

ข้อเสียอย่างหนึ่ง ของการตั้งเป้าหมายโดยมีรากฐานมาจากผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ เรามีแนวโน้มที่จะ “หยุดทำ” เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น การลดน้ำหนัก เราชอบมองเรื่องของการลดน้ำหนักเป็นเหมือน การจัดแคมเปญ โดยมีช่วงเวลาที่กำหนด และเมื่อบรรลุเป้าหมาย เราก็กลับมามีพฤติกรรมแบบเดิม ซึ่งทำให้น้ำหนักที่ลดลงไป กลับมา

James Clear ผู้เขียนหนังสือชื่อ Atomic Habits ได้กล่าวว่า แค่การวางแผน และลงมือทำ ไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยั่งยืน 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า ที่เราต้องทำคือ การกำหนดตัวตนของเราใหม่

เวลาที่เราต้องการลดน้ำหนัก 10 กิโล ให้เรามองลึกลงไปกว่าการวางแผนเรื่องการกิน และการออกกำลังกาย

แต่ให้ตั้งเป้าหมายว่า

“ต่อไปนี้ฉันจะเป็นคนที่ เลือกกินที่แต่ของที่มีประโยชน์ และจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ”
“ฉันไม่ใช่คนที่ชอบกินขนมและของที่มีน้ำตาลสูง”
“ฉันเป็นนักกีฬาที่เข้มงวดต่อตารางฝึกซ้อม”

การกำหนดตัวตนของเราใหม่ เป็นเหมือนการปรับเปลี่ยน Mindset
ถ้าเรา “โฟกัส” ลงไปที่แก่นของพฤติกรรมแล้ว “ผลลัพธ์” แบบที่เราต้องการจะมาเอง และยั่งยืนกว่า

การศึกษาของมหาวิทยาลัย Yale เป็นข้อพิสูจน์ของเรื่องนี้ได้อย่างดี เพราะกลุ่มคนที่มีความเชื่อที่เป็นด้านบวก จะให้ความสำคัญต่อการออกกำลังกายมากขึ้น หยุดกินเหล้า หยุดสูบบุหรี่ และใช้เวลาอยู่กับคนที่มีมุมมองเป็นบวกเหมือนกัน

เมื่อเราได้ติดสินใจแล้วว่า คนแบบไหนที่เราต้องการจะเป็น
พฤติกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันของเราจะค่อยๆ เปลี่ยนไป และจะยิ่งเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในระยะยาว

เรา คือผลลัพธ์ของ กลุ่มคนที่เราคบ
เรา คือผลลัพธ์ของ สื่อที่เราฟัง
เรา คือผลลัพธ์ของ หนังสือที่เราอ่าน
เรา คือผลลัพธ์ของ สิ่งที่เราคิด
เรา คือผลลัพธ์ของ สิ่งที่เราเชื่อ
เรา คือผลลัพธ์ของ สิ่งที่เราลงมือทำ
เรา คือผลลัพธ์ของ การตัดสินใจของเรา

ความเชื่อมีผลต่อการลงมือทำ

ในปี 1985 ชายที่ชื่อ Mel Fisher ได้ทำสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั่วโลก นั่นก็คือ “การค้นพบขุมทรัพย์” 

ขุมทรัพย์ที่ว่านี้คือ เรือขนสมบัติอับปางของสเปน (the Spanish galleon) ที่เคยสาบสูญหายไป ซึ่งสมบัติในเรือนี้ประกอบไปด้วย ทองคำ 40 ตัน เหรียญเงิน และสมบัติเก่าแก่ รวมมูลค่า มากกว่า 450ล้านเหรียญ (ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากในสมัยนั้น)

แต่ความน่าสนใจจากเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่เรื่องของสมบัติที่ค้นพบอย่างเดียว
เพราะ ก่อนที่ Fisher จะค้นพบสมบัติที่ว่านี้ เค้าใช้เวลาถึง 27 ปี! ในการค้นหามัน

ลองจินตนาการดูครับว่า คนๆนึงต้องมีความพยายามมากขนาดไหน
เมื่อผ่านไป 5 ปี 10 ปี 20 ปี 25 ปี ที่ค้นพบแต่ความว่างเปล่า แต่ก็ยังไม่ล้มเลิก

แล้วไหนยังจะเป็นเรื่องของเงินทุน ที่ต้องระดมทุนจากนายทุน เพื่อมาใช้
ในโปรเจคการล่าสมบัติที่มีความเป็นไปได้สูง ว่าจะล้มเหลวอีก

Tony Robbins นักพูดสร้างแรงบันดาลชื่อดัง ได้กล่าวว่า
การที่คนแบบ Fisher สามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ ต้องมีความเชื่ออยู่ 3 อย่าง
1. เชื่อว่าสิ่งนั้นต้องมีอยู่
2. เชื่อว่าตนเองต้องค้นพบอย่างแน่นอน
3. เชื่อว่าสิ่งนั้นต้องคุ้มค่า

ทันทีที่คนๆ นึงปรับเปลี่ยน Mindset ให้มั่นคงกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อได้ การ Take Actionจะเปลี่ยนไป ส่งผลให้โครงการ หรือธุรกิจที่ทำนั้นประสบความสำเร็จ

Elon Musk ได้เคยกล่าวถึงโครงการ Mars Mission ของ SpaceX ว่า สิ่งที่เขาเชื่อคือ อนาคตของมวลมนุษยชาติจะต้องดีกว่าที่เคยเป็นมา เขารู้ว่ามันสำคัญ และคุ้มค่าที่จะทำ”

ขณะนี้คือชีวิตของเรา

อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
มีแต่ปัจจุบันขณะเท่านั้นที่เป็นของเรา เพราะเรายังสามารถทำอะไรกับมันได้อยู่

“สติ” เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราอยู่กับปัจจุบัน อาจจะพูดได้ว่าถ้าเรามีสติมากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งดำรงอยู่ในชีวิตของเรามากขึ้นเท่านั้น

“ความรู้สึกตัว” เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดสติ
“ความรู้สึกตัว” เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้
ถ้าขาดความรู้สึกตัวแล้ว เราจะ “ใจลอย” ไปถึงอดีต หรือไม่ก็อนาคต

-ลองสังเกตตัวเองดู-

ถ้าใจของเรารู้สึกขุ่นมัว แสดงว่าเรากำลังนึกถึงเรื่องอดีต
ถ้าใจของเรารู้สึกกังวล แสดงว่าเรากำลังนึกถึงเรื่องอนาคต

“ความรู้สึกตัว” ก็เป็นเหมือนกับเช่นทักษะอื่นๆ เช่น การคิดเลข, การเล่นกีฬา
การพูดในที่สาธารณะ ฯ ยิ่งทำบ่อยๆ เราก็ยิ่งชำนาญ

ลองจินตนาการว่าถ้าเราฝึกคิดเลขทุกวันๆละ 10 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 ปี
เราสามารถกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางคณิตศาสตร์ได้เลย

ในความเป็นจริงแล้ว มีคนมากมายกำลังฝึกทักษะวันละ 10 ชั่วโมงอยู่เหมือนกัน
แต่เป็นการฝึกให้ตัวเอง “ใจลอย”
ตั้งแต่เช้าตื่นนอนจนถึงเข้านอน เราฝึกให้ใจของเราไปอยู่กับเรื่องราวมากมายบน Social Media
บางวันก็อาจจะมากกว่า 10 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน “ใจลอย” ไปเลย

บางคนฝึกแบบนี้เป็นเวลามากกว่า 1 ปีเสียอีก ส่งผลให้สมาธิสั้น โฟกัสอะไรได้ยากขึ้น
ซึ่งก็ไม่แปลก (เพราะเรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปแล้วหนิ 🙂 )

แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าตั้งแต่วันนี้เราเปลี่ยนมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน “การสร้างความรู้สึกตัว”
“รู้สึกตัว” ตั้งแต่ตื่นนอน ,ลดปริมาณสิ่งเร้าต่างๆ ,ปิดหน้าจอเมื่อไม่จำเป็น และรู้สึกตัวไปจนถึงเข้านอน
ตอนแรกอาจจะรู้สึกฝืนๆ แต่ผ่านไปหลายวันเข้า เราก็จะเริ่มเชี่ยวชาญเหมือนกับทุกๆทักษะที่กล่าวมา

เมื่อ “รู้สึกตัว” มากขึ้นเท่าไหร่ “สติ” ก็ยิ่งเกิดมากขึ้นเท่านั้น
พอมี “สติ” มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่ง อยู่กับปัจจุบัน มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเรา อยู่กับปัจจุบัน มากขึ้น  “ชีวิต” ก็เป็นของเรามากขึ้นเช่นกัน 🙂