Digital Minimalism

เวลาที่เราใช้ อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรวมกันพุ่งสูงขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 9 ชั่วโมงต่อวัน

เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูมากกว่าวันละ 150 ครั้ง

เราใช้เทคโนโลยีมากเกินกว่าความจำเป็น

เราไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี

เราเป็นฝ่าย “ถูกควบคุม” โดยที่เราไม่รู้ตัว ผ่านการออกแบบทางวิศวกรรมที่ชาญฉลาด ทั้งการออกแบบสีของ Notification , ปุ่ม Like , Face recognition ,การ Tagging และ การ Scroll ที่ใช้หลักการเดียวกันกับ Slot Machine

วัตถุประสงค์เดียวที่ Platform เหล่านี้ต้องการคือ
“เวลาของเรา”

เวลาและความสนใจของเราถูกนำมาแพ็คเป็นสินค้า ผ่าน Social Media

ซึ่งผู้ซื้อ ก็คือ ผู้ที่จ่ายค่าโฆษณาให้กับ platform

มีการศึกษาว่า การใช้เวลา ที่มากขึ้นบน Social Media ส่งผลต่อความสามารถในการจดจำ และ ส่งผลเสียต่อการทำงานของสมอง

ในหนังสือ Digital Minimalism เขียนโดย Cal Newport แนะนำว่าเราควรต้อง Declutter (จัดระเบียบ) การใช้งานเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้ใหม่

โดยมุ่งเน้นไปที่แก่นของ คำว่า minimalism นั่นก็คือ การตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้แต่สิ่งที่เป็นคุณค่ากับชีวิตของเราจริงๆ

ซึ่งขั้นตอนการ Declutter มี 4 ข้อด้วยกัน

1. ระบุออกมาให้ได้ว่ากิจกรรมอะไรที่มีคุณค่าต่อชีวิตเรา
2. เลือกใช้แค่เทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมนั้นๆ
3. ลบ App ที่เป็น Social Media ทั้งหมดออกจากโทรศัพท์ 30 วัน
4. มาเริ่มทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่อีกครั้ง
โดยตั้งคำถามว่า

  • เทคโนโลยีนี้ ตอบโจทย์กับสิ่งที่ฉันให้คุณค่าหรือเปล่า
  • เทคโนโลยีนี้ คือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วใช่ไหม
  • ถ้าใช่ ฉันควรจะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างไร และใช้เมื่อไหร่

การเอาตัวเองถอยห่างออกมา จะทำให้เรามีมุมมอง ของการใช้งานที่เปลี่ยนไป กลับมาเป็นผู้ควบคุมชีวิตตัวเอง
โดยต้องไม่ลืมว่า เวลาของเรานั้นมีคุณค่ามากกว่าการให้ไปเป็นสินค้าของใคร

การเดินจงกรม (Walking meditation)

“เราทุกข์เพราะคิด” เป็นคำพูดที่ไม่ได้เกินจริงเลย

ความสงบทางใจ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ปรารถนาสูงสุดของมนุษย์ แต่เหมือนความคิดต่างๆ จะเป็นอุปสรรคกีดขวางให้เราไม่พบความสงบที่ว่า

ใน 1 วันเราสร้างความคิดขึ้นมา มากกว่า 70,000 เรื่อง

เราเสียเวลาไปกับความคิดที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่นการย้ำคิดถึงปัญหา และเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว

พอคิดเยอะก็ทำให้จิตใจว้าวุ่น และทำให้ไปกระทบกับชีวิตด้านอื่นของเราแบบไม่รู้ตัว

วิธีการนึงที่จะดึงตัวของเรา ให้ออกมาจากโลกของความคิดก็คือ “การเดินจงกรม” (Walking Meditation)

ซึ่งวิธีการก็คือ การเดินในลักษณะที่เป็นธรรมชาติของเรา แต่เมื่อเท้าสัมผัสพื้นก็ให้รู้สึกตัว 

ถ้าขณะนั้นเรากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ “ความรู้สึกตัว” นี้เองที่จะดึงให้เรากลับมาอยู่กับตัวเอง

การเดินจงกรม เป็นหนึ่งในวิธีการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง บางคนอาจจะชอบนั่งสมาธิ บางคนอาจจะชอบโยคะ

แต่ส่วนตัว ผมจะชอบวิธีการเดินนี้ที่สุดเพราะ สามารถทำได้ทุกที่ และสามารถสอดแทรกเข้าไปในชีวิตประจำวันได้ เช่น เวลาไปเดินซื้อของ หรือเดินออกกำลังกาย

การศึกษาของ Michigan State University ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ Walking Meditation ว่า สามารถช่วยลดความดันในเลือด ทำให้หลับง่ายขึ้น และยังช่วยลดความเครียดอีกด้วย

กับดักเรื่องทุนจม

มีเพื่อนผมคนนึง ลงทุนซื้อคอนโดมิเนียม โดยที่จ่ายเงินไล่ดาวน์ไปแล้ว 80,000 บาท

ปรากฏว่า ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้มีคนเอาห้องคอนโด ที่เคยซื้อตอนช่วงเปิดตัว มาลดราคาขาย ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่เพื่อนผมซื้อ ถึง 200,000 บาท

ที่น่าเจ็บใจคือ เป็นห้องที่อยู่ชั้นสูงกว่า ทำเลดีกว่าห้องที่เพื่อนผมซื้อเสียอีก

ถ้าเกิดเพื่อนผม ยอมทิ้งเงิน 80,000 บาท แล้วไปซื้อห้อง ที่เอามาลดราคา ก็จะสามารถซื้อห้องได้ถูกลงถึง 120,000 บาท เลยทีเดียว

ปัญหาก็คือ เพื่อนผมคิดไม่ตก และไม่แน่ใจ เพราะตัวเองก็ได้เสียเวลาและเงินกับห้องแรกไปมาก

กับดักทางจิตวิทยาเรื่องทุนจม (sunk cost) เป็นสิ่งที่เราสามารถพบเจอได้ทั่วไป เช่น

-นักศึกษา อยากเปลี่ยนคณะที่เรียน แม้รู้ว่าคณะที่เรียนอยู่ไม่ตอบโจทย์ แต่ก็ไม่กล้าเพราะว่าเสียเงินและเวลาไปแล้ว

-คู่รักที่รู้ว่าไปกันไม่รอด แต่ก็ทนคบกันเพียงเพราะเสียดายเวลา ที่ใช้ร่วมกันมาหลายปี

-นักธุรกิจ ที่ทนให้ธุรกิจของตัวเองขาดทุน เพียงเพราะรู้สึกเสียดายเวลา และทรัพยากรที่เคยทุ่มเทให้กับธุรกิจนี้มานาน

วิธีแก้ปัญหากับดักทางจิตวิทยานี้ Brian Tracy นักคิดนักเขียนชื่อดัง ได้ให้แนวคิดนึงที่เรียกว่า Zero Based Thinking

คือการตั้งคำถามกับตัวเอง

“ถ้าวันนี้ตัวฉัน ต้องเริ่มใหม่หมดตั้งแต่ 0 ฉันจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร”

หมายถึง ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราได้โอกาส Reset ทุกอย่างใหม่หมด

อะไรคือสิ่งที่เราอยากทำ? เราจะปฏิบัติตัวยังไง? การตัดสินใจอะไรที่จะมีการเปลี่ยนไปบ้าง?

วิธีการคิดนี้เป็นเหมือนการหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาในอดีตมาขัดขวาง การตัดสินใจของคุณ

Vincent Van Gogh เมื่อตอนอายุ 20 กว่า ก็เคยตัดสินใจที่จะเอาดีทางด้านเป็นนักสอนศาสนาหรือมิชชันนารี

แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงใช้แนวคิด Zero based Thinking นี้

สุดท้ายก็ ตัดสินใจ ไปโรงเรียนศิลปะที่ Art School แห่งหนึ่ง แล้วก็กลายมาเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงในที่สุด

สิ่งสำคัญของชีวิต

มีขอทานคนหนึ่ง นั่งขอเงินคนที่เดินผ่านไปมาอยู่เป็นประจำ สมบัติอย่างเดียวที่เขามี เป็นเพียงกล่องใบหนึ่งเขานั่งทับอยู่

สิ่งที่เขาต้องการในแต่ละวันคือเงินบริจาค 5 บาท 10 บาท จากคนที่เดินผ่าน

จนเวลาล่วงเลยไปถึง 30 ปี มีผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

ขอทานคนนี้ก็ปฏิบัติตัวเหมือนเดิมคือ อ้อนวอนขอเงินจากผู้ชายคนนี้

 

แต่สิ่งที่แปลกไปมากกว่าทุกครั้งคือ

ชายคนนี้เอ่ยปากถามขอทานว่า “มีอะไรอยู่ใน กล่องที่ท่านนั่งทับอยู่หรือ?”

ขอทานตอบกลับ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะนั่งทับอยู่แบบนี้มา 30 ปีแล้ว”

“แล้วท่านไม่คิดจะเปิดออกดูหน่อยหรือ” ชายคนนั้นถามขอทานกลับ

เมื่อได้ฟังตามนั้น ขอทานเลยลองเปิดกล่องใบเดิมที่เขานั่งทับมาเป็นเวลา 30 ปี ก็พบว่า ในกล่องมีทองคำบรรจุอยู่มากมาย!

 

ในหนังสือ The Power of Now ที่เขียนโดย Eckhart Tolle ได้อุปมา อุปมัย เรื่องของขอทานนี้ไว้ว่า

สิ่งที่มีค่า และเป็นสิ่งที่มีความหมายสูงสุดที่มนุษย์จะมีได้ อยู่กับตัวเราทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตเห็น

นั่นก็คือ “ปัจจุบันขณะ (Present Moment)” 

ทุกๆ วันเราพยายามออกไปเสาะแสวงหา สิ่งนอกกาย ที่มีคุณค่าน้อยกว่า เพียงเพราะเราคิดว่ามันจะนำมาซึ่งความสุข

หากเรารู้จักที่จะตั้งคำถามว่า “ทำไม” ก็จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ว่าอะไรคือเบื้องลึกของสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง

ตัวอย่างตามบทสนทนาของชาย 2 คนนี้

 

Q: ท่านต้องการอะไรในชีวิต?
A: ข้าต้องการเงิน 30 ล้าน

 

Q: ทำไมท่านถึงต้องการเงิน 30 ล้าน?
A: เพื่อที่ข้าจะได้มีอิสรภาพจากงาน และมีเวลามากขึ้น

 

Q: ทำไมท่านถึงต้องการมีอิสรภาพ และมีเวลามากขึ้น?
A: เพื่อที่ข้าจะได้มีช่วงเวลาเป็นของตัวเอง และได้อยู่กับตัวเองน่ะสิ

 

ถ้าลองค้นดูความต้องการของมนุษย์ สุดท้ายแล้วเราทุกคนล้วนต้องการมี ชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ

เราทำทุกอย่างเพื่อตัดความกังวล ตัดความขุ่นมัว และสร้างความสบายใจ

ในหนังสือ The Bullet Journal Method มีเขียนประโยคนึงที่ผมชอบมาก

คุณภาพของเวลาตัดสินได้ด้วยความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันของเรา

ถ้ามีโอกาส ก่อนจะตกลงปลงใจว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ ลองถามตัวเองว่า “ทำไม” สัก 3 ครั้งน่าจะดี 🥰

กฏ 25-5 ของ Warren Buffet

เรื่องมีอยู่ว่า Mike Flynn นักบินส่วนตัวของ Warren Buffet ได้มาขอคำปรึกษา Buffet ว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จทั้งในอาชีพ และชีวิตส่วนตัว

Warren Buffet ได้ให้คำแนะนำที่มีชื่อว่า กฎ 25-5 (The 25-5 Rule) ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกบอกต่อออกไปจนโด่งดัง แม้ภายหลัง Buffet จะออกมาปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เป็นคนพูดก็ตาม

กฏ 25-5 ที่ว่านี้คือ

  1. เขียนรายการ 25 สิ่งที่เป็นเป้าหมายที่อยากจะทำ
  2. วงกลมรอบข้อที่คิดว่าสำคัญที่สุดมา 5 ข้อ
  3. กากบาทอีก 20 ข้อที่เหลือทิ้ง และไม่ต้องไปสนใจมันอีก

ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่ Buffet พูดออกมาจริงๆ แต่เว็บไซต์ใหญ่หลายเว็บ และหนังสือหลายเล่ม ก็เอาไปเขียนต่อกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็น กฏที่สามารถเอามาปรับใช้ได้จริง

ส่วนคำแนะนำที่ Buffet ที่เคยให้สัมภาษณ์ออกสื่อจริงๆ ก็ไม่ได้แตกต่างจากกฏ 25-5 สักเท่าไหร่ในแง่ของใจความสำคัญ

Warren Buffet ได้พูดว่า

“สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ล้มเหลว คือ คนที่ประสบความสำเร็จรู้จักเลือกที่จะปฏิเสธ”

สิ่งที่มีค่ามากที่สุดของมนุษย์คือ “เวลา” อันมีจำกัด เราไม่สามารถทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด การรู้จักเลือกที่จะปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ได้สร้างความหมายหรือคุณค่าให้กับชีวิต คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ

มีคนมากมายเข้าใจว่า ชีวิตของเราเปรียบเสมือน “ต้นไม้” ที่สามารถเจริญงอกงาม แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปได้ไม่สิ้นสุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตคนเราเป็นเหมือนกับ “Rose Bush” (พุ่มของดอกกุหลาบ) มากกว่า

เราจำเป็นต้องเลือกตัดบางดอกของพุ่มกุหลาบทิ้งไป เพื่อให้ดอกอื่นของกุหลาบพุ่มนั้น สามารถแบ่งบานได้อย่างสมบูรณ์ และสวยงาม