What would you do?

มี Quote อันนึงที่ผมชอบมากจนต้องเอามา Print เป็นรูปติดกำแพงไว้ที่บ้าน เพื่อไว้ใช้เตือนสติตัวเอง

นั่นก็คือ

What would you do if you were not afraid?

ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น Quote ที่เห็นอยู่ในรายการนึง ตอนไปสัมภาษณ์ CEO ของ Dropbox ซึ่งก็มีติดไว้ที่ Office เหมือนกัน

มนุษย์เกือบทุกคนทำการตัดสินใจ โดยมีพื้นฐานมาจาก ความกลัว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร เพราะคนเราล้วนแสวงหาความมั่นคง ความแน่นอนให้กับชีวิต

แต่การที่จะทำอะไรโดยที่ไม่ฟังเสียงของหัวใจตัวเองเลย จะทำให้เราไม่มีความสุขกับผลลัพธ์ที่จะตามมา

Alan Watts นักเขียน นักพูดชื่อดังในช่วงปี 1950 เคยถามนักเรียนในห้องว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร นักเรียนก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะตอบ

แต่พอ Alan Watts เปลี่ยนคำถามว่า ถ้าไม่ต้องคิดถึงเรื่องเงินแล้ว อยากจะทำอะไร

คราวนี้นักเรียนก็ตอบกันออกมาอย่างมากมายว่า นักเขียน, จิตรกร, กวี, ใช้ชีวิต outdoorและขี่ม้า พร้อมกับเสริมว่า แต่ก็ไม่มีใครสามารถหาเงินจากวิธีที่ว่านี้ได้

ซึ่ง Alan Watts ก็ได้ตอบว่า การมีชีวิตที่แสนสั้นและได้อยู่กับสิ่งที่รัก ย่อมมีคุณค่ามากกว่า มีชีวิตที่ยืนยาวแต่สิ้นหวัง

การที่เราเลือกที่จะลืมเรื่องเงินไปก่อน แล้วทำในสิ่งที่รัก ทุ่มเทให้กับมัน เมื่อนั้นเรื่องผลตอบแทนต่างๆ จะเข้ามาเอง

อย่าลืมว่าสิ่งที่ Alan Watts นั้นได้พูดมา อยู่ในยุคก่อนที่จะมี internet การที่จะเลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง มีความเสี่ยงกว่ายุคนี้มาก

ปัจจุบัน เราสามารถเห็นคนที่รักและหมกหมุ่นอยู่กับเรื่องอะไรบางอย่าง จนสร้างรายได้ได้เป็นกอปรเป็นกำ มากมายในโลกออนไลน์ เช่นการทำขนม การวาดรูป การเลี้ยงสัตว์ การอ่านสามก๊ก

เราโชคดีมากที่ได้มาอยู่ในยุคสมัยที่เปิดโอกาสให้ได้ลองผิดลองถูกแบบความเสี่ยงต่ำกว่าในยุคใดที่ผ่านมา

“ความกลัว” ที่เราเคยได้ยินได้ฟังมา อาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

What would you do?

การปล่อยวาง

มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินทางไกลเพื่อมาปรึกษาปัญหากับ พระอาจารย์นิกายเซน

เมื่อพบกัน พระอาจารย์จึงได้สอบถามชายหนุ่ม ว่าเดินทางมาพบท่านด้วยสาเหตุใด

ชายหนุ่มกล่าวกับพระอาจารย์ว่า

“ท่านอาจารย์ ข้ามีเรื่องกลุ้มใจ เป็นเรื่องที่ข้าไม่สามารถจะปล่อยวางได้”

พระอาจารย์ได้ยินดังนั้น จึงได้กล่าวตอบ

“เข้าใจละ ดื่มชากันก่อนสิ” พร้อมยื่นถ้วยชาให้ชายหนุ่มถือ

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังถือถ้วยชา พระอาจารย์ก็ค่อยๆรินน้ำชาร้อนจากกาที่กำลังเดือดให้ จนน้ำชาล้นออกมาจากถ้วย จนมาโดนมือของชายหนุ่มคนนั้น

ชายหนุ่มตกใจเพราะความร้อน จนปล่อยถ้วยชาตกพื้นจนแตก พร้อมกล่าวกับพระอาจารย์ว่า

“ท่านอาจารย์เทชาล้นถ้วย จนโดนมือผมน่ะขอรับ ผมเลยต้องปล่อยถ้วยตกพื้นลงไป”

ท่านอาจารย์จึงได้กล่าวต่อ

“ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่จะปล่อยวางไม่ได้ เหมือนกับถ้วยชาใบนี้ ท่านสามารถที่จะวางลง เมื่อเริ่มรู้สึกร้อนมือ หรือจะถือไว้จนกระทั่งร้อนจนทนไม่ไหวแล้วค่อยปล่อย หรือ ไม่ต้องเข้าไปจับถ้วยนั้นเลยตั้งแต่แรก เพราะเล็งเห็นแล้วว่ามันร้อน

The world owes you nothing

การใช้ชีวิตให้มีความสุข

ไม่ใช่เป็นเรื่องของการหาความสุข
ไม่ใช่เป็นเรื่องของการมองหาสิ่งที่เรายังขาด
ไม่ใช่เป็นเรื่องของตอบสนองสิ่งเร้าจากภายนอก

ถึงแม้เราจะทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ทำอะไรบางอย่าง
แต่ผลลัพธ์อาจจะออกมาแบบตรงกันข้ามก็เป็นไปได้

การมองหาความยุติธรรมในบรรทัดฐานของเรา จะพาแต่ให้เราเป็นทุกข์
เพราะ เราจะเริ่มเพ่งโทษกับสิ่งรอบข้าง ตีอกชกหัวตัวเองว่าทำไมถึงไม่เป็นอย่างนั้น…อย่างนี้

โดยเราอาจลืมไปว่า

โลกใบนี้ ไม่ได้ติดหนี้อะไรเรา
โลกใบนี้ ไม่ได้สนใจว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่
โลกใบนี้ ไม่ได้มีหน้าที่ตอบรับ หรือเป็นไปในแบบที่เราคาดหวัง
โลกใบนี้ แค่หมุนไป ดำเนินไป ตามเหตุ และปัจจัยของตัวมันเอง

คนที่มีความสุข ไม่ใช่คนที่ได้ดั่งใจทุกอย่าง
แต่เป็นคนที่ยอมรับสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น

ความโกรธ

เราทุกคนล้วนแต่ต้องเคยสัมผัสกับ “ความโกรธ” มาแล้วทั้งนั้น

ความโกรธ เป็นต้นเหตุทำให้เราทำผิดพลาดในหลายๆ เรื่อง

ความโกรธ ทำลายได้แม้แต่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

ทุกครั้งที่ “ความโกรธ” เข้าครอบงำ เราจะใจร้อน เราจะพูดจาไม่ระวัง เราจะขาดความรอบครอบในการตัดสินใจ

บางคนอาจจะผ่านความรู้สึกโกรธมาเมื่อชั่วโมงก่อน วันก่อน เดือนก่อน

คุณสมบัติอย่างหนึ่งของทุกๆ “ความโกรธ” ไม่ว่าจะโกรธมากแค่ไหนก็ตาม คือ “มันจะหายไปในที่สุด”

เมื่อเวลาผ่านไป เราแทบนึกถึงช่วงเวลาตอนที่เราโกรธไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่ผลลัพธ์จากการกระทำด้วยความโกรธ อาจจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

แน่นอนว่าปุถุชนทุกคนยังไม่สามารถห้ามความโกรธไม่ให้เกิดขึ้นได้ ความไม่ชอบใจต่างๆในชีวิตมักเป็นตัวกระตุ้นให้เรารู้สึกโกรธได้บ่อยครั้ง

ทุกครั้งที่เราโกรธ เราควรระลึกไว้เสมอเวลา เดี๋ยวเราก็จะลืมมันไป

อย่าปล่อยให้ความโกรธ มาขโมยเวลาอันมีค่าของเรา

เราควรจะตระหนักว่า

ไม่มีความโกรธใด ที่อยู่คงทนถาวร

ร่ำรวยและยากไร้

มีบทกวีนิพนธ์ที่ผมชอบมาก บทนึงอยู่ในหนังสือ “ทะเลสาบแห่งหัวใจ” ซึ่งเป็นหนังสือทำมือ ได้มาตอนไปทำบุญที่ หอจดหมายเหตุ พุทธทาส อินทปัญโญ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน

เป็นบทกวีที่ผมชอบย้อนกลับมาอ่านอยู่เสมอเวลาที่รู้สึกทุกข์ใจ

๑๗. ร่ำรวยและยากไร้

ปลาในทะเลสาบไม่รับราชการกระทรวงใด
แหวกว่ายเล็มสาหร่ายทั้งวันกว่ามืดค่ำ
นกเขาขนคอเขียวบินพรูแม้รวมหมู่
ก็มิได้เป็นกองทหารเกณฑ์สังกัดกองทัพ
ผึ้งและผีเสื้อ ไม่เปิดธุรกิจผสมเกสรดอกไม้แต่งหน้า
จักจั่น, เรไร ไม่รับจ้างเล่นดนตรีในผับในเวลาตะวันพลบ
ตั๊กแตนก็ไม่เป็นนักกีฬาก้าวกระโดด
ทั้งไม่ถามถึงรายได้และเหรียญเกียรติยศ
ทำไมต้องกังวลกับศักดิ์ศรีของอาชีพ
ความสำเร็จของปลาในทะเลสาบคือก้างหางและครีบโตขึ้น
วันคืนแห่งการแหวกว่ายของปลาและปีกกระพือโผร่อนของนก
ผึ้งและผีเสื้อทูตแห่งฤดูกาลใหม่มาสู่ท้องทุ่ง
เพื่อจักจั่นบรรเลงเพลงระงมดงยางนา
และตั๊กแตนโลดเริงบนรวงข้าวเหลือง
ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อประกอบอาชีพอันทรงเกียรติใด
แม้แต่เป็นกวีวณิพกข้างถนน
หูฉันไม่เหมาะที่จะฟังโน้ตเพลงนอกจากเสียง
ความดึกลึกในหัวใจ
ตาของฉันไม่ฉลาดในการแลเห็นประกายรุ้งในผืนผ้าใบ
ทั้งไม่อาจไล้สีให้เป็นแสงได้
เรือนร่างของฉันไม่พลิ้วเคลื่อนหมุนโฉบด้วยปลายนิ้วเท้า
และเริงระบำเร้าอารมณ์
เครื่องเลี้ยงชีพประการเดียวคือ
เปลวไฟสว่างแห่งความรู้สึก
อันหลอมรวมอยู่กับใจ
ร่ำรวยและยากไร้ขึ้นกับความคิด
สำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบ
สิ่งทั้งหมดเป็นไปในทะเลสาบเวิ้งว้างแห่งหัวใจ.

– จากหนังสือ “ทะเลสาบแห่งหัวใจ” งานกวินิพนธ์ของท่านอาจารย์เขมานันทะ โดยใช้นามปากกาว่า “รุ่งอรุณ ณ สนทยา”

ผมเชื่อว่า ถ้าคนเราแค่ตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด หยุดการเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำใจให้เป็นกลาง และไม่ตัดสิน เราจะมีความสุขมากขึ้นอย่างแน่นอน 🙂