ระบบโรงเรียน

“ยืนขึ้น!”

“นั่งลง!”

“เปิดหนังสือไปหน้า 45!”

“หยุดคุย! ห้ามพูด!”

“ทำตามคำสั่ง! ถ้าไม่ทำจะถูกลงโทษ!”

“ทำดีมาก มารับรางวัล!”

เราคงคุ้นเคยกับคำพูดเหล่านี้ เพราะนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานที่ๆเราเรียกว่า

“โรงเรียน”

ที่จริงแล้วจุดแรกเริ่มของโรงเรียนคือ เป็นสถานที่ๆ ฝึกคนเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงาน ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และระบบของโรงเรียนก็ถูกออกแบบโดย เจ้าของโรงงาน

จุดประสงค์ก็เพื่อ ทำให้คนคุ้นชินกับระบบที่ต้องทำตาม ห้ามขัดคำสั่ง ทำอะไรได้เหมือนๆกัน เมื่อคนนึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อีกคนจะสามารถทำแทนได้ทันที

คนที่จะประสบความสำเร็จในระบบของโรงเรียนคือ คนที่สามารถทำตามคำสั่งได้ครบถ้วนที่สุด

ใครที่คิดนอกกรอบ แหกคอก หรืออยากเปลี่ยนแปลง ก็จะถูกประนาม ถูกลงโทษ

ใครเข้าแถวไม่ตรง ทรงผม ถุงเท้า กระเป๋า ผิดแปลกไปก็ต้องถูกลงโทษ

เราถูกบังคับว่าต้องจำเรื่องนั้น เรื่องนี้ และถูกทดสอบ ด้วยข้อสอบแบบเดียวกันทุกคน

คะแนนจากการสอบเป็นเหมือนตัวบ่งชี้ความสำเร็จ ทั้งในการเรียนและการเข้าทำงาน

เรื่องที่น่าเศร้าคือ “ระบบโรงเรียน” เป็นสิ่งที่ถูกใช้มากว่า 150 ปีแล้ว

ซึ่งระบบนี้ไม่มีความสอดคล้องกับการใช้ชีวิต ณ ปัจจุบัน ที่ต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำอะไรที่น่าสนใจ และคิดแก้ปัญหาอะไรใหม่ๆ

จริงๆแล้ว ในยุคนี้ ไม่ว่าใคร อายุเท่าไหร่ ก็สามารถเข้าถึงองค์ความรู้เดียวกันได้หมด เด็กทุกคนที่มีอินเตอร์เน็ตสามารถเรียนกับ คนเก่งๆ ระดับโลกได้ที่ Khan academy, Edx, Coursera โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

และเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าครู หรือเด็ก เมื่อมีคำถาม มีปัญหาก็เข้า Google กันหมด

ผมมีความรู้สึกว่า หน้าที่ของคนเป็นครูมีอย่างเดียวคือ “ทำให้เด็กสนใจอยากเรียนรู้”

เพราะเมื่อเด็กสนใจอยากที่จะเรียนแล้ว แหล่งที่ให้ความรู้นั้นมีแทบจะไม่จำกัด

เราควรให้ความสำคัญกับ “การศึกษา” ไม่ใช่ “ระบบโรงเรียน”

การจัดระเบียบชีวิต

ผมมีโอกาสได้ดู Series “Tidying up” ของ Marie Kondo อยู่ตอนหนึ่ง และมีอยู่ฉากนึงที่ชอบมาก

Mario เจ้าของบ้านหยิบตู้รับจดหมายใบเล็กขึ้นมาจากกล่องเก็บของแล้วถาม Marie ว่า

“ผมไม่แน่ใจว่าควรจะทิ้งตู้รับจดหมายใบนี้มั้ย?”

Marie ถามกลับว่า
“แล้วมันเป็นสิ่งที่ Spark Joy (ทำให้หัวใจพองโต) ของคุณรึเปล่าคะ?”

Mario ตอบ
“คำว่า Spark Joy อาจจะไม่เหมาะกับ ของชิ้นนี้ เพราะผมรู้สึกว่า เวลาที่ผมเห็นมันผมจะนึกถึง ตอนที่เราย้ายเข้ามาบ้านหลังนี้ครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกที่ผูกพันมากกว่า”

Marie ถามต่อ
“ถ้างั้นลองเปลี่ยนคำถามเป็น – ของชิ้นนี้จะเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตของคุณในอนาคตหรือเปล่า”

Mario ตอบว่า
“โอ้…ถ้าเป็นคำถามนี้ ผมคิดว่า ผมคงจะปล่อยมันไปได้แล้วล่ะ”

 

ปรัชญาที่ซ่อนอยู่ในการจัดระเบียบบ้านของ Marie ก็คือการจัดระเบียบชีวิตของตัวเอง

การที่เราตกลงปลงใจว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง นั้นเป็นการที่เรายอมรับกับตัวเองเป็นนัยๆ ว่า
“ตอนนี้เรากำลังมีปัญหาอยู่” และเราต้องการจะแก้ไข

สิ่งที่สำคัญมาก และเป็นเหมือนข้อบังคับของวิธี Konmarie Method คือเราต้องเอา “ข้าวของ” ทั้งหมดออกมากองรวมกัน

เพื่อที่เราจะได้ “เห็น” สถานการณ์ทั้งหมดที่เป็นอยู่ของเราก่อน จากนั้นเราก็จะมองเห็นว่า
“อะไรคือปัญหาที่แท้จริงที่เรากำลังเผชิญอยู่”

จากนั้นก็เริ่มค่อยๆ แก้ปัญหาทีละจุด

KonMarie Method เป็นเหมือนวิธีการที่เข้ามาช่วยแก้ปมอะไรบางอย่างให้กับชีวิต

ถ้าใครได้ดูซีรี่ย์ทุกตอนจะเห็นว่า แต่ละคนเจอระดับความยากง่ายของปัญหาที่ต่างกัน แต่ไม่มีคนไหนเลยที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะทุกปัญหาล้วนแต่เป็นปัญหาทางด้านจิตใจทั้งสิ้น เช่น

-ความรู้สึกเสียดายของ
-ความรู้สึกโดนตอกย้ำ ที่ตัดสินใจผิดพลาดซื้อของชิ้นนั้นมา
-ความรู้สึกผิดถ้าจะต้องทิ้งของที่คนอื่นให้มาถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการแล้วก็ตาม

ผลลัพธ์ของ “การปล่อยวาง” ในสิ่งที่เป็นเหมือนพันธนาการออกไป สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือ “ความรู้สึกเป็นอิสระ” และ “การคลายจากความยึดติด”

ผู้ที่ปล่อยวางได้ก็จะมีความสุขเพิ่มมากขึ้น

 

ซาซากิ เจ้าของหนังสือเรื่อง “อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป” เขียนบทความนึงในหนังสือซึ่งเปรียบเทียบไว้ดีมาก ประมาณว่า

ข้าวของในบ้าน ส่งเสียงเรียกร้องถึงเราอยู่ตลอด รอวันที่เราไปหยิบไปจับมาใช้งาน เหมือนมีป้ายคำว่า “สักวัน” แปะอยู่บนของทุกชิ้น

คำว่า “สักวัน” นี้เอง คืออนาคตที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึง เพราะเราก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า “สักวัน” คงจะได้เอามาใช้

ทันทีที่เรากำจัดของเหล่านั้นออกไป ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตอันไม่แน่นอน ที่แฝงตัวอยู่ในคำว่า “สักวัน” ก็หายไปด้วย

สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ ปัจจุบัน เท่านั้น

ความกลัว

ความกลัว เป็นกลไกที่ถูกกำหนดมาในตัวของมนุษย์

ในสมัยยุคมนุษย์ถ้ำ หากปราศจาก ความกลัว
มนุษย์จะไม่วิ่งหนีเอาตัวรอดจากอันตรายต่างๆ ซึ่งคงจะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์

ความกลัว ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ
ความกลัว คือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของเรา

คนส่วนใหญ่ เลือกตัดสินใจโดยมีพื้นฐานมาจาก ความกลัว

เวลาจะเลือกเรียน เลือกทำงาน เรามักใช้ ความกลัว เป็นเหมือนตัวกรองช่วยตัดสินใจว่า ตัวเลือกแบบไหน จะปลอดภัย และมั่นคงที่สุด

มนุษย์กลัวความไม่แน่นอน อะไรก็ตามที่ผลักให้เราออกจากความคุ้นชิน เรามักจะปฏิเสธสิ่งนั้น

ความกลัว ไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้
แต่เราเลือกที่จะอยู่กับ ความกลัว ได้

เราสามารถใช้ ความกลัว เป็นเหมือนกับเข็มทิศ เพื่อจะบอกเราได้ว่า

เรากำลังเติบโต
เรากำลังเปลี่ยนแปลง
เรากำลังทำสิ่งที่ท้าทาย
เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมาย

หากมีสถานที่ๆนึง ที่เราไม่มี ความกลัว สถานที่นั้นคงจะเป็น Comfort Zone ของเรานั่นเอง

ความผิดพลาด

ยังจำครั้งแรกที่ฝึกขี่จักรยานได้ไหม
เราเริ่มขี่จักรยาน 4 ล้อ
จากนั้นเราก็ล้ม
พอเริ่มคล่อง
เราก็เปลี่ยนมาเป็นจักรยาน 2 ล้อ
จากนั้นก็ ล้ม อีกหลายครั้ง
และถึงแม้ในวันที่เราชำนาญขึ้น เราก็ยังอาจจะล้มได้อีก

ธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์เป็นแบบนี้มาตลอด

ลองทำ-ลองผิด-เห็นผลลัพธ์-ทำให้ดีขึ้น-ทำผิดพลาด-ลองใหม่ และก็วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

“ความผิดพลาด” เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

แต่ระบบการศึกษา กลับสอนให้เรากลัวที่จะผิดพลาด

เรามักถูกตั้งคำถามว่า
“ทำไมถึงไม่ได้ A?”
“ทำไมถึงไม่ได้เกรด 4?”
“ทำไมถึงสอบไม่ได้ที่ 1 หรือได้เลขตัวเดียว?”

เราถูกทำโทษเวลาคิดที่จะทำอะไรนอกเหนือจากคำสั่ง บางครั้งมันไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่มัน “แตกต่าง”

ระบบการศึกษาสอนให้เราทำตาม สอนให้เรายอมรับสภาพ สอนให้เราอยู่ในการควบคุม สอนให้เราหยุดตั้งคำถาม

คนที่ทำผิดพลาดในระบบการศึกษา ถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่มีความสามารถ ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จ

ในความเป็นจริง เวลาไปฟังสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพในหลายแขนง

ไม่มีคนไหนเลย ที่บอกว่าไม่เคยทำผิดพลาด และไม่คิดต่าง

ในประเทศอเมริกา มีกีฬาประเภทนึง เรียกว่า สเก็ตสกี (Skate Skiing)

Matt อดีตนักสเก็ตสกีที่ได้แชมป์โอลิมปิก ได้บอกว่ากุญแจความสำเร็จของกีฬานี้ คือ “ใครโน้มตัวมาข้างหน้าได้มากกว่า คนนั้นจะมีโอกาสชนะมากกว่า”

หากไม่โน้มตัว สกีจะไม่เคลื่อนที่
หากโน้มตัวมากเกินไปจะหกล้ม

เป็นไปไม่ได้เลย ที่ผู้ชนะการแข่งขัน จะไม่เคยผิดพลาด หกล้มหน้าทิ่ม ในการฝึกซ้อม

ในทางกลับกัน การที่พวกเขาชนะในการแข่งขัน เพราะหกล้มมานับไม่ถ้วนแล้วต่างหาก

หินแกะสลัก

ชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ในแต่ละวันของเรา

หากชีวิต เปรียบได้เหมือนกับ “หินแกะสลัก” ในทุกๆวัน เราเป็นผู้ลงมือใช้สิ่วกะเทาะหินออกไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ตั้งใจ บางครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจ

แต่ทุกครั้ง “เวลา” ซึ่งเปรียบได้กับเศษหินที่หลุดร่วง ก็ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้

การกระทำของเรา ไม่มีครั้งไหนเลยที่สูญเปล่า การลงมือสลักหินแห่งชีวิต ไม่ว่าหนักหรือเบา จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

หลายๆครั้ง เราปล่อยเวลาผ่านเลย ให้กระแสชีวิต กระแสสังคม นำพาเราไปอย่างไร้ทิศทาง เหมือนให้คนอื่น มากระเทาะหินแกะสลักแห่งชีวิตของเรา ออกไปแบบไม่มีเป้าหมาย พอมารู้ตัวอีกที หินแกะสลักก้อนนั้น ก็บิดเบี้ยว ผิดรูปจากแผนที่เคยวางไว้

ชีวิตนั้นประกอบไปด้วยเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้มากมาย สร้างปัญหา ความวุ่นวาย บางครั้งก็ส่งผลให้ตัวเราเองเป็นผู้ลงมือแกะสลักผิดพลาดไป

แต่สุดท้าย ถ้าเราตระหนักได้ว่า “ตัวเราเองนี่แหล่ะ” เป็นผู้ถือสิ่วกับค้อนอยู่ในมือ เราสามารถ เปลี่ยนแปลง “หินแกะสลักก้อนนั้น” ให้กลับมาดีขึ้นได้เสมอ