วิธีการสังเกต SCAM

Frank Abagnale ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านการป้องกันโจรกรรมทางการเงินของ FBI ได้มาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นการ Scam จากสายที่โทรหาเราโดยผู้ไม่ประสงค์ดี อยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ

1. มีการเรียกร้องให้โอนเงิน เวลาที่มีคนโทรมา แล้วแจ้งว่าเรามีการทำผิด ต้องจ่ายค่าปรับ หรือต้องเสียค่าธรรมเนียม อะไรบางอย่าง

วิธีการแบบนี้จะมาพร้อมกับ อารมณ์ของความรีบเร่ง เพื่อให้เรามีโอกาสได้ใช้เวลาไต่ตรองน้อยลง เช่น ให้รีบโอนเงินทางตู้ atm  หรือให้บอกเลขด้านหลังของบัตรเครดิต ตอนนี้เดี๋ยวนี้

2. มีการโทรมาขอข้อมูลส่วนตัว เช่นชื่อนามสกุลจริง วันเดือนปีเกิด เลขบัตรเครดิต และเลขบัตรประชาชน

เราสามารถฟันธงได้ก่อนเลยว่า ไม่ได้เป็นการโทรจากหน่วยงานจริง เพราะการที่จะมีใครมาขอข้อมูลส่วนตัว ต้องเกิดจากการที่เราเป็นฝ่ายโทรไปหา หน่วยงานนั้นๆ เองเช่น ธนาคาร หรือผู้ให้บริการ โทรศัพท์มือถือ

หากสายที่โทรเข้ามาเข้าข่ายใน 2 ข้อนี้ ให้ตัดสายทิ้งไปได้เลย

บทเรียนจาก Steve Jobs

Jony Ive หนึ่งในทีมออกแบบของ Apple ที่เคยร่วมงานกับ Steve Jobs และอยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์มากมายได้ ส่งต่อบทเรียนที่สำคัญมากที่เค้าได้เรียนรู้จาก Steve Jobs

Jony กล่าวว่า มันอาจจะเป็นเรื่องที่หลายๆคนเคยได้ยินมาอยู่แล้ว และมันก็เป็นเรื่องที่ฟังดูง่ายมากนั่นก็คือ “การโฟกัส”

สำหรับ Jony แล้ว Steve Jobs เป็นบุคคลที่ โฟกัสกับงานที่สุดในเค้าเคยเจอ

อย่างที่ทราบกันดี Steve Jobs เลือกที่จะตัด ผลิตภัณฑ์ของ Apple หลายๆตัวที่เขารู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ ไม่ได้สร้าง Value และไม่ใช่เป็นเรื่องที่Apple ถนัดออก เพื่อที่จะโฟกัสในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของบริษัทจริงๆ

Steve Jobs เลือกที่จะ Say No เป็นร้อยเป็นพันครั้งเพื่อมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ดีที่สุด

Jony Ive เล่าว่า Steve Jobs เคยถาม Jony ว่า ได้ Say No ไปกับเรื่องอะไรไปจำนวนเท่าไหร่แล้วบ้าง

Jony ตอบ Steve ว่า “ก็หลายเรื่องเลย เช่น เรื่อง 1,2,3….etc.”

Steve Jobs บอกว่า อันนั้นไม่เรียกว่าโฟกัส เพราะเรื่องที่คุณปฏิเสธ จริงๆแล้ว ในใจคุณก็รู้ว่าคุณไม่ได้สนใจมันขนาดนั้นอยู่แล้ว

ในนึกภาพว่า เวลาที่คุณมีไอเดียอะไรดีๆ คุณก็เฝ้าครุ่นคิดถึงมันตลอดเวลา ทุกเช้าที่ตื่นนอนก็ยังคิดเป็นอย่างแรก และมีแรงผลักดันมหาศาลที่อยากจะทำมัน

แต่สุดท้าย คุณเลือกที่จะปฏิเสธไอเดียนั้น เพราะคุณมีงานที่ต้องโฟกัสอยู่

นั่นแหล่ะ ความหมายของการโฟกัสในนิยามของ Steve Jobs

คิดแบบผู้ประกอบการ

ถ้าเราได้มีโอกาสอ่านเพจ หรือบล็อกเกี่ยวกับธุรกิจการและลงทุน ก็คงเคยเห็นชื่อผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ที่ประสบความสำเร็จ เช่น Bill Gates, Mark Zuckerberg, Steve Jobs

และอาจจะมีคำถามว่า

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง “ความเป็นผู้ประกอบ กับ คนที่ไม่ใช่?”

ผมได้ฟัง Clip นึงที่ Simon Sinek นักคิดนักเขียนชื่อดังได้ให้นิยามไว้ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากคือ

“Entrepreneurs see the things that they want, and they set out to get them. Non-Entrepreneurs only see the things that prevent them from getting what they want. That’s the difference.”

-Simon Sinek

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนจะต้องเป็นผู้ประกอบการ อย่างที่ผมได้เขียนเกี่ยวกับเรื่อง “ความกลัว” ในโพสก่อนหน้านี้ว่า โดยธรรมชาติเรามักจะเลือกตัวสิ่งที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าอยู่แล้ว

อ.มี่ (อ.ทิวา ชินธาดาพงศ์) ได้เล่าเรื่องของผู้ประกอบการจีน (ใน VDO จากเพจของ CSI investment strategy) ไว้ได้น่าสนใจมากว่า

เรามักจะรู้จักผู้ประกอบการจากฝั่งอเมริกาเป็นส่วนมาก ซึ่งเวลาที่ อ.มี่ เห็นแล้วก็ได้แต่ทึ่ง เพราะผู้ประกอบการเหล่านั้นแทบจะเรียกได้ว่า เป็นประเภทอัจฉริยะ และหลายคนก็ค่อนข้างมีแต้มต่อที่ดีกว่าคนอื่นเป็นทุนอยู่แล้ว การจะ Copy ความสำเร็จอาจจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคนทั่วไป

อ.มี่เลยลองยกตัวอย่างผู้ประกอบการผู้ประสบความสำเร็จทางฝั่งจีนมาให้ดู เช่น เจ้าของ Huawei, Alibaba, Wahaha Drink

ผู้ประกอบการเหล่านี้เรียกได้ว่า เริ่มต้นจากคนธรรมดา และหลายคนอาจจะติดลบมาก่อนด้วยซ้ำ เช่น เจ้าของ Huawei เริ่มจากการเป็นนายทหารที่เกษียณอายุ ตลอดชีวิตไม่เคยมีประสบการณ์การทำการค้าอะไรมาก่อน

สุดท้ายมาเริ่มเปิดธุรกิจขายอาหารเสริมที่เมืองเสินเจิ้นตอนที่ตัวเองอายุ 55 และ Huawei ก็กลายเป็นบริษัทระดับ Top 5 ของโลก ถึงแม้ในวัย 80 ก็ยังมีความคิดที่จะเป็นอันดับ 1 ของโลกให้ได้

อ.มี่ได้สรุปว่า MindSet ที่ผู้ประกอบการจีนทุกคนมีเหมือนกัน ซึ่งผมคิดว่า ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ประกอบการหรือไม่ น่าจะลองรับมาปรับใช้นั่นคือ

“เราจะมาจากไหนไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่รู้ว่าเราต้องการไปที่ไหน และจะไปอย่างไร”

วิธีการเรียนที่ถูกต้อง (How to study)

อะไรคือวิธีการเรียนที่ถูกต้อง?

นั่งฟังอาจารย์สอนในห้อง พยายามจำข้อมูล และจดตาม

พอถึงเวลาใกล้สอบ

สิ่งที่ทำก็คือ อ่านหนังสือหลายๆรอบ,ไฮไลท์ข้อความที่สำคัญ,ทำ Short note และท่องจำสิ่งที่น่าจะออกสอบ

ซึ่งวิธีการที่กล่าวมา Dr.Cal Newport ผู้เขียนหนังสือชื่อ “How to Be A Straight A Student” ได้กล่าวว่าเป็นวิธีการเรียนที่ผิดวิธี

 

จากการสังเกตนักศึกษาที่ได้เกรดเฉลี่ยที่ดี ส่วนใหญ่จะใช้วิธีที่แตกต่างออกไป

นักเรียนเหล่านั้น จะมองการเรียนเป็นเหมือนกับว่า “ตัวเองต้องเป็นผู้สอนซะเอง”

แล้วถ้าต้องเป็นผู้สอน อะไรคือสิ่งที่จำเป็นต้องรู้? แล้วจะสอนอย่างไร?

จากนั้นก็พยายาม Lecture หัวข้อ และพยายามอธิบายออกมาด้วยวิธีของตัวเอง

การเรียนด้วยวิธีแบบนี้ เราจะรู้เลยว่า “เรารู้เรื่องที่สอนนี้จริงรึเปล่า?”
“เราสามารถที่จะประติดประต่อเนื้อหา เข้าใจ และสามารถย่อยออกมา เพื่ออธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้หรือไม่”

สรุปก็คือ เรียนให้เข้าใจถึงขนาดที่ไปสอนผู้อื่นได้นั่นเอง

 

Dr.Cal Newport กล่าวว่า ลองนึกถึงการเรียนคณิตศาสตร์ มันเป็นการยากที่จะอธิบายที่มาของสูตรคำนวณต่างๆ  เมื่อเทียบกับการท่องจำสูตรๆนั้นเลย

แต่ถ้านักศึกษาสามารถทำสิ่งที่ยากนี้ได้แล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะสามารถแก้โจทย์อื่นๆต่อไป

วิธีการแบบนี้เรียกว่าการเรียนแบบ Active Recall ซึ่งจะมีความยาก และใช้เวลานานในตอนเริ่มต้น แต่เมื่อทำได้แล้ว ก็จะจดจำได้ไปตลอด ต่างจากวิธีการที่คนส่วนใหญ่ใช้ (นั่นก็คือ Passive Recall) ซึ่งต้องกลับมาเปิดอ่านดูใหม่ทุกครั้งที่ต้องใช้

เหมือนกับคำพูดนึงที่ว่า

ถ้าคุณอยาก รู้ เรื่องนั้น คุณต้อง อ่าน
ถ้าคุณอยาก จำ เรื่องนั้น คุณต้อง เขียน
ถ้าคุณอยาก เก่ง เรื่องนั้น คุณต้อง สอน