รอยหยดของไวน์แดง

สองสามีภรรยาเดินเข้าไปกินอาหารที่ร้านสไตล์ฝรั่งเศสแห่งนึง ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีเชฟระดับโลกมาปรุงอาหารให้

ซึ่งกว่าทั้งสองคนจะได้คิว ก็ต้องจองกันข้ามเดือน

และก็เป็นไปตามอย่างที่คาด เมื่อเดินเข้าไปในร้าน ทั้งสองก็ต้องประทับใจกับบรรยากาศ เสียงเพลง และการตกแต่งประดับประดาด้วยชุดเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงจากยุโรป

เครื่องจานชามถูกจัดวางไว้อย่างปราณีตเป็นเซ็ทสำหรับของคาว-หวาน ผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาด ทำให้ชุดอุปกรณ์ลงทองโดดเด่นขึ้นมา

ทันใดนั้น…

ฝ่ายสามีก็เหลือบไปเห็นจุดสีแดงๆ บนผ้าปูโต๊ะ ที่คนทั่วไปถ้าไปสังเกตดีๆ ก็คงไม่เห็น

จุดแดงๆ นี้เป็นลอยจากหยดของไวน์แดง ที่ทางร้านอาจจะซักไม่สะอาด หรือซักไม่ออก อย่างไรก็แล้วแต่

รอยเปื้อนนี้สร้างความหัวเสียให้ฝ่ายสามีเป็นอย่างมาก

เค้านั่งครุ่นคิดถึงความไม่พิถีพิถันของทางร้านว่า ทำไมไม่สังเกตเลย ว่าที่ผ้าปูโต๊ะจึงมีรอยจากไวน์อยู่

ทำให้เค้าเริ่มรู้สึกไม่พอใจ และเริ่มไม่อยากจะกินที่ร้านนี้แล้ว แต่ก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะทั้งตัวเค้าเอง รวมทั้งภรรยา ได้สั่งอาหารไปเรียบร้อยแล้ว และทางฝ่ายภรรยาก็รู้สึกจะพึงพอใจกับบรรยากาศในร้านเป็นอย่างมาก

เธอหลับตาพร้อมกับฮัมเพลงในลำคอเบาๆ ไปตามวงดนตรีที่เล่นสดในร้าน ทางฝ่ายสามีแม้จะรสนิยมทางดนตรีที่เหมือนกัน แต่ตัวเค้าเองก็ไม่สามารถที่จะลืมเรื่องรอยหยดไวน์แดงบนผ้าปูโต๊ะได้เลย

เค้าได้แต่รำพึงรำพันในใจว่า “ร้านก็ดูดี ดนตรีก็ดี ตกแต่งก็ดี แต่มาพลาดเรื่องง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง”

ขณะที่กำลังใจลอยเกี่ยวกับเรื่องความบกพร่องเล็กน้อยนี้ ทางภรรยาก็ส่งเสียงเรียกเบาให้พอรู้ตัวว่า “ที่รักคะ ล็อบสเตอร์ซอสไวน์ขาว เมนูดังของทางร้านมาเสริฟ์แล้วค่ะ”

ฝ่ายสามีรู้สึกตัวรีบยิ้มรับตอบและเริ่มตักอาหารเข้าปาก ซึ่งก็เป็นไปตามคาด รสชาติของอาหารที่คนต้องรอคิวเป็นเดือนอร่อยถูกใจ ทั้งสองเป็นอย่างมาก แต่ทางฝ่ายสามีขณะที่กินก็ยังอดหวนกลับไปนึกถึงเรื่องรอยหยดไวน์บนโต๊ะไม่ได้ ทำให้อรรถรสในการกิน การดื่มดำในรสชาตินั้นแทบหายไปเลย

เค้าได้แต่ครุ่นคิดถึงเรื่องรอยไวน์แดงหยดนั้น ซ้ำไป ซ้ำมา ๆๆๆ จนถึงเวลากลับ

ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานถัดมา เพลงโปรดที่เคยชอบ และสีหน้าอันมีความสุขของภรรยา เค้าแถบไม่สามารถจดจำอะไรได้เลย เพราะด้วยความหงุดหงิดที่อยู่ในใจตลอดการใช้เวลาอยู่ในร้าน….

………………………………………….

มีคนเคยถามว่า ถ้าเรามีเงินอยู่ 86400 บาท และเราเผลอทำเงิน 20 บาทตกลงไปในแม่น้ำ เราจะต้องโยนเงินที่เหลืออีก 8 หมื่นกว่าบาทตามลงไปด้วยมั้ย?

เป็นการเปรียบเปรยถึงเวลาที่เรามีแต่ละวัน ซึ่งทุกคนมีวันละ 86400 วินาที

แต่ถ้ามีเรื่องอะไรเข้ามาทำให้เราต้องหัวเสียไปซัก 20 วินาที เราก็ไม่จำเป็นว่าต้องเอาความหงุดหงิดมาพาลทำให้วันทั้งวันกลายเป็นวันที่เรารู้สึกแย่ไปทั้งหมด เราควรจะเลือกหันกลับมามองในสิ่งที่ดีต่อใจ และเลือกตัดช่วงเวลาที่ไม่ดีออกไป

ไม่ให้ 20 วินาทีที่เรารู้สึกไม่พอใจ มาทำลายอีก 86380 วินาทีที่เหลือของเรา

The one you feed.

An old Cherokee is teaching his grandson about life.

“A fight is going on inside me,” he said to the boy. “It is a terrible fight and it is between two wolves. One is evil – he is anger, envy, sorrow, regret, greed, arrogance, self-pity, guilt, resentment, inferiority, lies, false pride, superiority, and ego.”

He continued, “The other is good – he is joy, peace, love, hope, serenity, humility, kindness, benevolence, empathy, generosity, truth, compassion, and faith. The same fight is going on inside you – and inside every other person, too.”

The grandson thought about it for a minute and then asked his grandfather, “Which wolf will win?”

The old Cherokee simply replied, “The one you feed.”

Retire early

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตตามกระแสของสังคมในเรื่องวัตถุนิยม เราถูกสื่อ โฆษณา การตลาด และแม้แต่คนรอบข้าง คอยบอกเราว่าชีวิตที่ดี ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ หน้าตาเป็นยังไง โดยที่ไม่เคยหันกลับมาถามตัวเราเองเลยว่า มันเป็นอย่างที่ว่ารึเปล่า

การทำงานเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์ ตราบเท่าที่มันไม่ใช่งานเต็มเวลา (9:00-17:00 ทุกวัน อาทิตย์ละ 5-6 วัน)

คนที่ต้องการจะเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนใหญ่จะให้คุณค่ากับเวลาค่อนข้างมาก ไม่ได้หมายความว่าพวกเค้า ขี้เกียจและไม่ชอบทำงาน เพียงแต่คนเหล่านี้สามารถตอบคำถามกับตัวเองได้ว่า ชีวิตแบบไหนที่พวกเค้าต้องการ และมี Road Map ที่ชัดเจนที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งวิธีการที่จะไปถึงก็จะอยู่หลัก 4 ข้อคือ

1.ลดและควบคุมค่าใช้จ่าย
2.ออมเงิน
3.ลงทุนในเงินออมด้วยความรอบคอบ
4.การตระหนักรู้ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต

การลดขนาดความต้องการ และใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ไม่ได้เป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์ หรือต้องเสียสละความสุขแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้มีคนจำนวนมาก ใช้เวลาหาเงินเพื่อสะสมสิ่งของ พื้นที่ มากเกินกว่าที่ชีวิตต้องการ เช่น การซื้อบ้านที่ขนาดใหญ่เกินความจำเป็น มีพื้นที่มากกว่า 60% ของบ้านที่ไม่ได้ถูกใช้งาน แต่เราก็ต้องรับภาระผ่อนในพื้นที่ส่วนเกินนั้น

การลดภาระที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ นอกจากจะไม่ได้ทำให้ชีวิตลำบากขึ้น แถมยังทำให้ชีวิตมีความคล่องตัวมากขึ้น มีอิสระมากขึ้น และมีความกังวลน้อยลงอีกด้วย

กาลามสูตร

การเสพสื่อสมัยใหม่มีข้อดีมากประการหนึ่งคือได้เปิดโลกทัศน์ ทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ในอีกแง่มุมนึงที่ไม่เคยเจอในหนังสือเรียน

การทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ที่พร้อมจะยอมรับฟังเรื่องใหม่ หรือเปิดใจในองค์ความรู้ที่อาจจะขัดกับสิ่งที่เคยเรียน จะช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ของเราได้กว้าง

การปักใจเชื่อในสิ่งที่เรียนมา ปักใจเชื่อเพียงเพราะอาจารย์บอกมา ปักใจเชื่อเพียงเพราะมีเขียนในตำรา อาจจะไม่ใช่แนวทางที่จะสามารถยึดเป็นสรณะได้

ในสมัยพุทธกาล พระโคตมพุทธเจ้า ได้แสดงพระสูตรหนึ่ง ที่มีชื่อว่า กาลามสูตร (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตตสูตร) คือ พระสูตรที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

  1. มา อนุสฺสวเนน – อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา
  2. มา ปรมฺปราย – อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบ ๆ กันมา
  3. มา อิติกิราย – อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ
  4. มา ปิฏกสมฺปทาเนน – อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
  5. มา ตกฺกเหตุ – อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ (การคิดเอาเอง)
  6. มา นยเหตุ – อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน (คาดคะเน)
  7. มา อาการปริวิตกฺเกน – อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
  8. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา – อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
  9. มา ภพฺพรูปตา – อย่าปลงใจเชื่อมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
  10. มา สมโณ โน ครูติ – อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา

ทักษะที่สำคัญมากที่คนในยุคนี้ควรมี คือ การรับฟัง และใช้เหตุใช้ผล เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่ามีคุณประโยชน์จริง ถึงค่อยนำมาปฏิบัติ

เราสามารถนำกาลามสูตรมาใช้เป็นเหมือนตัวช่วย มาให้เราฉุกคิด เพื่อที่จะทำให้เราไม่พลาดตกลงไปในหลุมพลางของข้อมูลที่มีอย่างท่วมท้นในปัจจุบัน

ทำให้สิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ

Dr.Cal Newport ผู้เขียนหนังสือ So good they can’t ignore you ได้ให้ความเห็นว่าการ คำแนะนำประเภท “follow your passion” หรือ “find your passion” อาจจะเป็นคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง

คนส่วนใหญ่รู้จักประโยคนี้เมื่อ Steve Jobs ได้ขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์ ในงานรับปริญญาที่ Stanford University ปี 2005 และเอาไปตีความว่า

เราทุกคนล้วนมี Passion หรือ สิ่งที่รักอยู่ในตัว อยู่แล้ว เราต้องพยายามหามันให้เจอ

แต่ Dr.Cal Newport บอกว่า จริงๆ แล้ว เราจะเริ่มมี Passion ในงานที่ทำหลังจากได้พัฒนาทักษะในงานขึ้นมาต่างหาก

Passion ในอาชีพไม่ใช่เป็นสิ่งที่คุณบังเอิญพบเหมือนกับเดินไปเจอเงินที่หล่นอยู่บนพื้น แต่เป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาจากความสนใจในงาน

และหลังจากที่สัมภาษณ์ และศึกษาคนจำนวนหนึ่งที่บอกว่าตัวเองมี Passion ในงานที่ทำ

Dr.Cal Newport ได้สรุป Character (ลักษณะ) ของงานที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้คนมี Passion กับมันได้ ออกมาเป็น 3 ข้อ คือ

1.Control หมายถึง เป็นงานที่สามารถควบคุมปัจจัยเรื่อง เวลา และสถานที่ ที่จะทำงาน มีอำนาจในการตัดสินใจ

2.Creativity หมายถึง เป็นงานที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้ออกแบบวิธีการทำงานได้หลากหลาย ไม่ย่ำอยู่กับที่

3.Impact หมายถึง เป็นงานที่ส่งผลในทางที่ดีต่อผู้คน ทำให้ชีวิตของผู้อื่นดีขึ้น หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม

ตัวของ Dr.Cal Newport เองก็มีอาชีพการเป็นอาจารย์ และนักเขียน เริ่มต้นจากความสนใจก่อน พอได้ลองทำ ก็เริ่มรักงานที่ทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีความมั่นใจมากขึ้น เมื่อได้พัฒนาทักษะในงานอย่างต่อเนื่อง ผลงานก็ดีขึ้น มี Impact ต่อผู้อ่านและผู้ติดตามมากขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นความรักในสิ่งที่ทำนั่นเอง