ความสำคัญของ Return on Invested Capital (ROIC)

สมมุติว่าเราเปิดบัญชีออมทรัพย์ 100 บาท
เมื่อผ่านไป 12 เดือน
ได้ดอกเบี้ยมา 5 บาท
มูลค่าของเงินในบัญชีออมทรัพย์ เท่ากับ 105 บาท

ในส่วน 5 บาทที่ได้มาจากดอกเบี้ย คิดเป็น 5% จากเงินต้น

เราเรียกส่วน 5% ที่เพิ่มขึ้นมานี้ว่า Return on invested capital (ROIC) หรืออัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน

แปลความหมายได้ว่า เราจะได้ผลตอบแทน 5 สตางค์จากทุกๆ 1 บาทที่เราลงทุน

เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้น

เราสามารถตรวจสอบว่าทีมบริหารของบริษัทสามารถนำเงินลงทุนของเราไปใช้ในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ผ่านอัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน (ROIC) 

ค่า ROIC สามารถคำนวณได้จากสูตรตามนี้

NOPAT = Net operating Profit after Tax (กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี)

การลงทุนในบริษัทที่เติบโต บริษัทนั้นๆ ควรจะมี ROIC ที่เติบโตขึ้นทุกปี หรือสามารถ Maintain ตัวเลขได้ในปีที่เศรษฐกิจชลอตัว

จากนั้นก็นำตัวเลข ROIC มาเปรียบเทียบกันระหว่างบริษัท ทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และต่างอุตสาหกรรม เราก็จะรู้ได้ทันทีว่าบริษัทไหน มีความน่าสนใจที่เราจะลงทุน ทั้งนี้ ROIC ของบริษัทที่เราจะลงทุนไม่ควรจะต่ำกว่า 10%

วิธีตรวจสอบความรู้เบื้องต้นในการลงทุน

ลองนึกภาพเวลาเราต้องการจะเล่าเรื่องของบริษัทที่เราอยากจะลงทุน ให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวฟัง

เราสามารถเล่า story ของบริษัทนั้นๆ ได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ อะไรคือสิ่งที่คนอยู่นอกวงการหุ้นจะสงสัย และอยากจะถาม

ที่สำคัญ อย่าซื้อหุ้นของบริษัท ถ้ายังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้

  • บริษัทที่จะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร
  • รายได้ของบริษัทมาจากทางไหน (ผลิต, ค้าขาย หรือ บริการ)
  • กลุ่มลูกค้าหลักอยู่ในประเทศ หรือต่างประเทศ
  • อะไรคือผลิตภัณฑ์ Flagship (เรือธง) ที่โดดเด่นของบริษัท
  • บริษัทเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือไม่
  • จุดแข็งของบริษัทคืออะไร
  • บริษัทก่อตั้งและดำเนินงานมาแล้วกี่ปี จดทะเบียนในตลาดมาแล้วกี่ปี
  • ผลการดำเนินงานย้อนหลังเป็นอย่างไร
  • ผลประกอบการ ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร และสิ่งที่เราคาดหวังในอนาคตคืออะไร
  • นโยบายการจ่ายปันผลเป็นอย่างไร
  • ผู้ถือหุ้นหลัก และผู้บริหาร คือใคร
  • แนวโน้มในอนาคตของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างไร
  • ความสามารถหลักในการแข่งขันของบริษัท (สาเหตุที่บริษัทนี้ยังคงดำเนินงานอยู่ได้ และยังทำกำไรได้อยู่)
  • P/E, P/BV, ROE, ROA และ D/E ของบริษัทเป็นเท่าไหร่ (และเท่าไหร่ที่เราคิดว่าเหมาะสม)

และคำถามสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ “ทำไมเราถึงอยากลงทุนในบริษัทนี้ (เพื่อเงินปันผล, พักเงิน, ทำกำไรจากส่วนต่าง หรือ…ฯ)?”

การตอบคำถามเหล่านี้ เป็นเหมือนตัวช่วยที่จะทำให้เราลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราสามารถตอบคำถามนี้ได้มากกว่า10บริษัทขึ้นไป

Margin of Safety 

ถ้าเราขับรถบรรทุกที่มีน้ำหนัก 19.9 ตัน และกำลังจะข้ามสะพาน

แต่มีป้ายเตือน ตรงทางขึ้นเขียนว่า “รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 20 ตัน”

คำถามคือ เราจะกล้าขับขึ้นสะพานนี้มั้ย?

เชื่อว่าหลายๆคน คงเลือกตัดสินใจไม่ข้าม เพราะ ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรผิดพลาด หรือจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นรึเปล่า

 

Warren Buffet ได้เปรียบเทียบเรื่องนี้ในการทุนว่า เวลาตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นทุกครั้ง ควรจะมี หลักประกันความเสี่ยง หรือ Margin of Safety 

เพราะในสถานการณ์ที่ทุกอย่างดูดีอาจจะมีเรื่องที่ผิดพลาดเกิดขึ้นได้ บางครั้งความผิดพลาดนั้นอาจจะเกิดจากตัวเราที่คำนวณมูลค่าหุ้นผิดไป

ซึ่งอัตรา Margin of Safety ที่ Buffet แนะนำคือ 30% ต่ำกว่าราคาของมูลค่าที่เราคำนวณได้

การเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน

วิธีที่จะเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนสามารถทำได้ 3 วิธี คือ

  1. เลือกหุ้นให้ดีขึ้น
  2. เลือกจังหวะเวลาการซื้อให้ดีขึ้น
  3. เลือกที่จะกระจายความเสี่ยง

วิธีที่ 1 กับ 2 เป็นวิธีการที่ยาก และมีปัจจัยหลายอย่างที่ควบคุมไม่ได้ อย่างวิธีที่ 1 ถึงแม้จะเลือกหุ้นถูกตัว แต่จังหวะเวลาในการเข้าซื้อที่ไม่ดี อาจจะทำให้หุ้นดีตัวนั้น ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีก็เป็นได้

วิธีที่ 3 การกระจายความเสี่ยง เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ผ่านการลงทุนในหุ้นมากกว่า 1 ตัว อาจจะเป็นหุ้นในประเทศ – ต่างประเทศ รวมไปถึงลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ

ในหนังสือ Money master the game เขียนโดย Tony Robbins แนะนำอัตราส่วนการกระจายความเสี่ยงใน Port การลงทุน (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ Ray Dalio) ไปตามสินทรัพย์ต่างๆ ได้ดังนี้

  1. หุ้น 30%
  2. พันธบัตรระยะยาว 40%
  3. พันธบัตรระยะกลาง 15%
  4. ทองคำ 7.5%
  5. Commodity 7.5%

ซึ่งอัตราส่วนนี้ ได้ผ่านการคำนวณ Back test ย้อนหลังไป 75 ปี

ผลลัพธ์ที่ได้มีผลตอบแทนที่สามารถชนะตลาดได้ถึง 85% ส่วนครั้งที่แพ้ตลาด Port การลงทุนก็จะเสียหายเฉลี่ยไม่ถึง 2%