สิ่งที่เราไม่รู้

Steve เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ เป็นคนโลกส่วนตัวสูง และเป็นคนเจ้าระเบียบ

ด้วยข้อมูลที่เล่ามา อาชีพของ Steve มีความน่าจะเป็นข้อใดใน 2 ตัวเลือกนี้?

  1. บรรณารักษ์
  2. เกษตรกร

คนส่วนใหญ่น่าจะเลือกข้อ.1 เพราะด้วยชุดข้อมูลที่ให้มา โน้มน้าวให้เราเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

แต่ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมว่า อัตราส่วนอาชีพของบรรณารักษ์กับเกษตรในประเทศ
อยู่ที่ 1 : 10000 คน

เราจะยังเลือกคำตอบแรกอยู่หรือไม่?

“การปักใจเชื่อ” เป็นกับดักทางจิตวิทยาอันหนึ่งที่ทำให้นักลงทุน ตัดสินใจผิดพลาด เพราะคนส่วนใหญ่มีความมั่นใจว่า ข้อมูลที่ตัวเองมีคือ ทั้งหมดของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ส่งผลให้ over-confident ในการลงทุน และทำให้ขาดทุนในที่สุด

ในความเป็นจริงข้อมูลในโลกนี้จะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

  1. ข้อมูลที่เรารู้
  2. ข้อมูลที่เรายังไม่รู้
  3. ข้อมูลที่เราไม่รู้ว่า “เราไม่รู้”

ซึ่ง ข้อ3 จะมีเปอร์เซ็นต์อยู่มากที่สุด

เพราะฉะนั้นในทุกการตัดสินใจวาง Position ในการลงทุน เราควรจะวางแผนเป็น Scenario ของเหตุการณ์ ให้มีหลายทางเลือกเพราะสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้เสมอ

จะลดโอกาสความเสียหายเมื่อการตัดสินใจนั้นผิดพลาด และจะได้ไม่ทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในคราวเดียว

ให้จำไว้เสมอ ว่ายังมีข้อมูลอยู่อีกมาก ที่เราไม่รู้

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ

ทองคำเป็นเหมือนสกุลเงินสากล สามารถมาซื้อขายได้ทั่วโลก และมีราคากลางที่ชัดเจน ในสภาวะที่คนรู้สึกขาดความเชื่อมั่น และต้องการหลักประกันความเสี่ยง “ทองคำ” จะเป็นสินทรัพย์แรกๆ ที่คนจะเข้าไปลงทุน

นอกเหนือจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว เรายังต้องควรจะรู้ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทอง

ในสภาวะปกติราคาทองจะขึ้น-ลง ได้จากปัจจัยดังนี้

1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เวลาที่เกิดภาวะสงคราม มักส่งผลให้ทองคำ “ปรับตัวสูงขึ้น”

2. การอ่อนตัวของค่าเงิน USD จะส่งผลให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น” (และในประเทศไทย หากเงินบาทอ่อนค่าลง ราคาทองก็จะขึ้นเช่นกัน เพราะคนจะลงทุนในทองเพื่อรักษาอำนาจในการซื้อไว้)

3. ตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกา ตลาดทองคำส่วนใหญ่ในโลกจะเทรดด้วย สกุลเงิน USD หากอเมริกามีตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่ ก็จะทำให้ค่าเงิน USD อ่อนตัว และทำให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น”

4. ความต้องการในการซื้อขาย เช่นหากมีกองทุนใหญ่ๆของโลก เริ่มหันมาสะสมทองคำ ก็จะทำให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น” และในขณะเดียวหากกองทุนต่างๆ เหล่านี้มีการขายทองคำออกมามากๆ ก็จะทำให้ราคาทอง “ปรับตัวลง” เช่นกัน

5. ราคาทองมักจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อตัวเลขของสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวลง

  • US Bond Yield
  • US Dollar Index
  • Dow Jones Index

แต่ภาวะที่ไม่ปกติ อย่างเช่นช่วง ณ ปัจจุบัน เฟด หรือธนาคารกลาง มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงการทำมาตราการ QE ก็อาจจะทำให้สินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงิน ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกันหมด ได้เช่นเดียวกัน

Babe Ruth Effect

การเดิมพัน และการ Trade มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน

นั่นก็คือ “ความเสี่ยง”

หมายความว่า เมื่อมี “ได้” ก็ต้องมี “เสีย” สลับกันไป

เพราะฉะนั้นหัวใจของการ Trade ก็คือ การบริการความเสี่ยง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า การบริหารหน้าตัก

หลายคนเข้าใจว่าการเข้า Trade ให้ถูกครั้งมากกว่าผิด ก็สามารถทำเงินจากการ Trade ได้แล้ว ซึ่งก็อาจจะจริงแค่ส่วนหนึ่ง

มีหลักการนึงที่เรียกว่า Babe Ruth Effect

Babe Ruth คือนักเบสบอลในตำนานคนนึงของอเมริกา ซึ่งถึงแม้ว่าในช่วงชีวิตของการเป็นนักกีฬาจะตี Strikeouts เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อไหร่ที่เค้ามีจังหวะที่จะตี Home-run ได้ Babe Ruth จะทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะตีลูกนั้น ทำให้ผลลัพธ์ของจำนวนการตี Home-run ที่ได้ มาชดเชยความผิดพลาดทั้งหมด

และทำให้ผลงานเล่นโดยรวมของเค้าโดดเด่น และประสบความสำเร็จกว่าคน ที่มีจำนวนของความผิดพลาดน้อย และตีจำนวน Home-run ได้น้อยกว่า

ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถทายผิดมากกว่าถูก และสามารถประสบความสำเร็จจากการ Trade ได้ หากเราจำกัดความเสี่ยงเมื่อคาดการณ์ทิศทางของราคาผิดพลาด

และเราต้องมีขนาดของ Position ที่ใหญ่พอ เมื่อถึงคราวที่เราคาดคะเนได้ถูกต้อง

ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม

สมมุติว่ามี บัญชีเงินฝากออมทรัพย์อยู่ 2 แบบ

แบบที่ 1

ให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่มีเงื่อนไขว่า ทุกๆสิ้นปีเราต้องถอนดอกเบี้ยออกไป คือไม่สามารถทิ้งดอกเบี้ยไว้ในบัญชีได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินฝาก อยู่ 1 แสนบาท ใน 1 ปีแล้วจะมีผลตอบแทนจากดอกเบี้ยอยู่ที่ 15,000 บาท ในส่วนของดอกเบี้ย 15% นี้ เป็นข้อบังคับว่าเราต้องถอนออกไปทุกปี ถัดมาปีที่ 2 เราก็จะได้อีก 15,000 บาท เพราะ เงินต้น 100000 บาท ยังคงอยู่เหมือนเดิม

แบบที่ 2

เราได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยของบัญชีออมทรัพย์ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เหมือนกัน แต่ความพิเศษของบัญชีนี้ คือ เราไม่จำเป็นต้องถอนดอกเบี้ยออกไป หมายความว่า ในปีที่ 2 เราจะได้ดอกเบี้ยจาก 100,000 บาท+15,000 บาท(ซึ่งเป็นดอกเบี้ยของปีแรก) รวมแล้วจะเท่ากับ 132,250 บาท

ถ้าให้เลือก ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเลือกแบบที่ 2 แน่นอน

ธุรกิจที่ดี คือธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูง และสม่ำเสมอ
ส่วน ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม สามารถเปรียบเทียบได้กับตัวอย่างของบัญชีเงินฝากแบบที่ 2 คือ ให้ผลตอบแทนที่ดี สม่ำเสมอ และยังมีการเติบโตขึ้นทุกปีด้วย

Warren Buffet ได้ให้ คำนิยาม ของหุ้นที่มีลักษณะเหมือนบัญชีแบบที่ 2 นี้ ว่าเป็นธุรกิจ ที่สามารถ reinvest and grow ได้ และเป็นธุรกิจที่ เราควรจะเข้าไปลงทุน

ลักษณะอีกอย่างนึงของหุ้น ในธุรกิจที่ยอดเยี่ยม Buffet บอกว่า

เราควรเลือกหุ้น ของบริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสด จาก สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เป็นหลัก

ประเภทของสินทรัพย์ แบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ สินทรัพย์ที่จับต้องได้และสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้

สินค้าที่จับต้องได้ ก็อย่างเช่นพวกที่ดิน เครื่องจักร สินค้าคงคลัง

สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ก็อย่างเช่น พวก เครื่องหมายการค้า และทรัพย์สินทางปัญญา

เวลาที่จะเปรียบเทียบความสามารถของธุรกิจ 2 ตัว เราควรจะคิดอัตราส่วนจากการทำกำไรตามสูตรนี้

Profit / Assets – Intangible Assets

คือ เอาสินทรัพย์รวม ลบออกด้วย สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ก่อน แล้วค่อยนำเอาค่าที่ได้มาหาอัตราส่วนการทำกำไร

และถ้าจะให้ดี ในส่วนของ Profit ควรจะเป็นผลกำไรที่หักลบพวกค่าใช้จ่ายในการ Operate และ Maintenance ออกก่อนเพื่อที่จะได้เป็นส่วนเงินสดของ Owners จริงๆ

ที่สำคัญ อัตราส่วนการทำกำไรนี้จะสามารถบอกเรา ถึงความสามารถของทีมผู้บริหารได้ว่ามีฝีมือจริง และ สามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปต่อยอดทำกำไรให้เติบโตได้หรือไม่

ฟองสบู่ DotCom

คำว่า “บริษัทเติบโตเร็ว” ไม่ใช่เรื่องใหม่

หุ้นของบริษัทเติบโตเร็ว ถูกจัดอยู่ในหุ้นกลุ่มที่นักเก็งกำไร ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ ราคาหุ้นของบริษัทประเภทนี้ ปรับตัวสูงขึ้น?

ราคาของหุ้นมักจะมีการปรับตัวสูงต่อเนื่อง บนความคาดหวังของการเติบโตในอนาคต สร้างผลกำไรให้นักลงทุน และนักเก็งกำไรอย่างรวดเร็ว

เป็นเรื่องยากในการวัดมูลค่าของบริษัทประเภทนี้ โดยเฉพาะถ้าเป็นธุรกิจแบบใหม่ และไม่เคยมีมาก่อน

ช่วงปี 1990s

ในยุคนั้นอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ใหม่มาก  คำว่า “การเชื่อมต่อโลกทั้งใบ” และ “การเติบโตแบบก้าวกระโดด” ถูกนำมาเป็นคำโฆษณาล่อใจนักลงทุน ให้เอาเงินมาซื้อหุ้นของบริษัท

เพียงแค่มีบริษัทแล้วก็เติมคำว่า “DotCom” ลงไปที่ชื่อ ก็ทำให้ราคาของหุ้นบริษัทนั้น ปรับตัวสูงขึ้นทันที

มีบริษัท “DotCom” มากมาย ใช้เงิน ถึง 90% ที่ได้จากการระดมทุน เอามาใช้ในกิจกรรมโฆษณา เพื่อจุดประสงค์ให้มีคนเอาเงินมาลงทุนเพิ่ม มากกว่าการที่จะเอามาประกอบธุรกิจจริงๆ

ทุกสำนักข่าว พูดถึงแต่โอกาสในอนาคต ดัชนีของตลาดหุ้น Nasdaq ปรับตัว สูงขึ้นมากกว่า 5 เท่า ในช่วงปี 1995-2000

จนในปี 2001 มีหลายบริษัท ที่ “ในความเป็นจริงแล้ว” ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีอะไรเลย แต่ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อระดมทุนเป็นหลัก แน่นอนว่า ย่อมไม่ได้สร้างผลกำไรตามที่นักลงทุนคาดหวัง สุดท้ายกลายเป็นบริษัทที่ไม่มีมูลค่า และต้องปิดตัวไป

ประกอบกับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างมีนัยยะสำคัญ ก็ทำให้ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Dell และ Cisco นำหุ้นของตัวเองออกมาขายเพื่อทำกำไรบางส่วน

ส่งผลให้ราคาของตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นฟองสบู่แตกในที่สุด

 

สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ

ราคาในตลาดหุ้น ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอก “มูลค่าที่แท้จริง” ของบริษัท

แต่เป็นผลสะท้อน จาก เรื่องราวที่ถูกบอกเล่า เกี่ยวกับบริษัทในขณะนั้นมากกว่า