ทฤษฎีผลประโยชน์

คุณพิชัย จาวลา เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ผมชื่นชอบ และติดตามมาหลายปี

แนวคิดตามทฤษฎีผลประโยชน์ ของคุณพิชัยเอง ก็เป็นหนึ่งในหลักคิดที่ผมนำใช้ในการลงทุนในตลาดหุ้นด้วย

เท่าที่ผมสังเกตเวลาที่คุณพิชัย สละเวลาไปให้สัมภาษณ์ที่ใด พิธีกรก็มักจะถามความเห็นคุณพิชัยว่า SET จะขึ้นไปเท่าไหร่? ราคาทองจะขึ้นมั้ย? จะลงมั้ย? ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนฟังหลายคนหลงประเด็น และคอยมานั่งจับผิดว่าคุณพิชัยจะคาดการณ์ถูกอย่างที่พูดหรือไม่

จริงๆ แล้วหลักการของทฤษฎีนี้มีอยู่เพียงว่า

“ในโลกของทุนนิยมไม่อนุญาตให้คนส่วนใหญ่ในระบบรวยพร้อมกันได้หมด ถ้าเราต้องการที่จะทำเงินในตลาดหุ้นเราต้องเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่”

คุณพิชัย ได้เคยพูดเสมอว่า ในระยะยาวตลาดจะประพฤติตัวสอดคล้องกับเหตุและปัจจัยเสมอ แต่ในช่วงระยะสั้นตลาดอาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างสมเหตุสมผล การที่จะเข้าไปกะเก็งวงจรของตลาดจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย

สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะคาดการณ์อนาคตได้ถูกต้องทั้งหมด

การบริหารข้อมูล การจำกัดความเสี่ยง เป็นความรับผิดชอบของนักลงทุนเอง 100%

และต้องอย่าลืมว่าข้อมูลทุกอย่างในตลาดนั้นมีอยู่สองอย่างคือ ข้อมูลที่เป็นความจริง และ ข้อมูลที่เป็นความเห็น

Skin in the Game

หน้าที่ของกัปตัน ผู้ขับเครื่องบิน คือ นำเครื่องบินและผู้โดยสารจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

ถ้าการเดินทางนั้นประสบความสำเร็จ ก็ถือว่าเป็นผลประโยชน์ ของผู้โดยสาร และตัวของกัปตันผู้ทำการบังคับเครื่องด้วย

และถ้ามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำให้เครื่องบินไม่สามารถไปถึงที่หมายได้ ตัวของกัปตันผู้บังคับเครื่องบินก็ได้รับผลลัพธ์ของความผิดพลาดนั้นเช่นเดียวกัน

ในกรณีนี้เราสามารถเรียกได้ว่ากัปตันผู้บังคับเครื่องบินมี Skin In The Game

หรือถ้าจะอธิบายแบบสั้นๆก็คือ คนที่มี Skin In The Game คือคนที่ได้รับผลลัพธ์ มีส่วนร่วมในความเสี่ยงทุกการกระทำไม่ว่าจะออกมาเป็นด้านบวกหรือลบ

ในมุมของการลงทุน
Concept ของ Skin In The Game จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราจะเลือกลงทุนในบริษัทที่ผู้บริหารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เพราะเรารู้ได้ว่าตัวของผู้บริหารเอง ก็จะเป็นผู้ได้รับผลลัพธ์ของการกระทำทุกอย่าง หรือเรียกง่ายๆว่า ตัวของผู้บริหารอยู่บนเรือลำเดียวกับนักลงทุน

แน่นอนว่าตัวผู้บริหารจะทำงานและบริหารงานอย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยง ผลลัพธ์ ที่ผิดพลาด และขาดทุน

นักวิเคราะห์และโบรกเกอร์ที่ให้ความเห็นกับเรา ว่าควรจะลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ต่างๆ ไม่เรียกว่า เป็นผู้ที่มี Skin In The Game เพราะทุกๆการกระทำที่เราได้ตัดสินใจลงทุนไป คนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ทางเดียว ถึงแม้เราจะทำการลงทุนที่ขาดทุน คนเหล่านี้ก็ยังได้รับผลประโยชน์จากค่าคอมมิชชั่นอยู่ดี นับเป็นเหตุผลว่าทำไมเราไม่ควรให้น้ำหนักกับความเห็นหรือคำแนะนำจาก โบรกเกอร์และนักวิเคราะห์มากเกินไป

ดังเช่น Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือชื่อ Skin In The Game ได้กล่าวว่า

Those that do not take risks should never be involved in making decisions.

Nassim Taleb

นักลงทุน vs นักเก็งกำไร

Warren Buffet ได้เคยยกตัวอย่างความแตกต่างของ การเป็นนักลงทุน กับ นักเก็งกำไร โดยเปรียบเทียบกับการซื้อฟาร์มว่า…

ถ้าคุณเป็นนักลงทุน

เวลาที่คุณตกลงใจซื้อฟาร์มแห่งหนึ่ง คุณจะประเมินมูลค่าจากการคำนวณว่า จากวันนี้ไปอีก 10-20 ปี ฟาร์มแห่งนี้จะให้ผลผลิตออกมาได้ปริมาณเท่าไหร่ และเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่จ่าย ณ วันนี้ จะคุ้มค่าหรือไม่

ถ้าคุณเป็นนักเก็งกำไร

คุณจะซื้อฟาร์มแห่งนี้ ด้วยความคิดที่ว่า ในอนาคต ฟาร์มแห่งนี้น่าจะมีคนมาให้ราคาสูงขึ้นเท่าไหร่ โดยไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องผลผลิตที่ฟาร์มแห่งนี้จะสร้างได้เลย

คัดหุ้นแบบ Charlie Munger

เป็นการยากที่นักลงทุนทั่วไปจะสามารถติดตามหุ้นที่มี มากกว่า 700 บริษัท แต่ละตัวในตลาดได้อย่างละเอียด

Charlie Munger หุ้นส่วนทางธุรกิจ ของวอร์เรนบัฟเฟตต์ ได้กล่าวว่า หากต้องมานั่งวิเคราะห์รายละเอียดของแต่ละบริษัททั้งหมดให้ได้อย่างมีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขาเช่นกัน เขาจึงใช้วิธีการ ที่เรียกว่า Stock filter

วิธีคัดกรองหุ้น ของ Charlie Munger ไม่ได้ใช้อัตราส่วน PE และ PB เป็นเกณฑ์หลัก เหมือนกับคนทั่วไป เพราะวิธีการนี้ไม่สามารถจะคัดกรองหุ้นที่อยู่ ต่างอุตสาหกรรมได้ และมีข้อผิดพลาดมากเกินไป

เขาจึงใช้หลักการว่าก่อนที่จะนำตัวธุรกิจตัวใดมาวิเคราะห์ เขาจะใช้หลักการ 2 ข้อนี้ เพื่อตัดสินว่าธุรกิจนั้นคู่ควรแก่การที่จะเสียเวลามานั่งวิเคราะห์หรือไม่

1. บริษัทนั้นต้องมีทีมบริหารที่มีคุณภาพ โดยผู้บริหารต้องสามารถบริหารเงินของนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบคำถามได้ว่าบริษัทจะเติบโตภายใน 5 ปีถึง 10 ปีด้วยวิธีการอย่างไร

2. บริษัทนั้นต้องมีความสามารถในการแข่งขันที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ และ มีสิ่งที่เรียกว่า Circle of competency หมายถึง มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ และไม่กระโดดเข้าไปในธุรกิจอย่างอื่นที่ไม่ถนัด

ด้วยวิธีการแบบชาลีมังเกอร์นี้ ก็จะทำให้เราประหยัดเวลาในการเลือกหุ้น ก่อนที่จะนำมาวิเคราะห์เชิงคุณภาพในลำดับต่อไป

ประเภทของหุ้น

ปีเตอร์ ลินซ์ ผู้จัดการกองทุนระดับโลก ได้บอกว่า เราไม่สามารถที่จะใช้วิธีกลยุทธ์ในการลงทุน กับหุ้นทุกตัวด้วยวิธีการแบบเดียวกันทั้งหมด เพราะแต่ละตัวก็มีลักษณะ ที่แตกต่างกัน

ปีเตอร์ ลินซ์ ให้คำนิยามประเภทของหุ้น ที่จะลงทุนแบ่งได้เป็น 6 หมวดหมู่ด้วยกัน

1. Slow Growers (หุ้นเติบโตช้า) หุ้นประเภทนี้จะหมายถึง บริษัทที่มีขนาดใหญ่ อยู่ในอุตสาหกรรมที่อยู่ตัวแล้ว ซึ่งจะสามารถคาดหวังอัตราการเติบโตได้ ประมาณ 1-4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้าเราต้องการลงทุนหุ้นในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เราจะลงทุนเพื่อหวังเงินปันผลเป็นหลัก เพราะโอกาสที่ราคาของหุ้นจะขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็นไปได้ยาก

2. Stalwarts (หุ้นเติบโตปกติ) หุ้นประเภทนี้ จะมีการเติบโตของรายได้อยู่ที่ประมาณ 10-12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นหุ้นของบริษัทประเภทที่มูลค่าค่อนข้างจะสัมพันธ์กับราคา ณ ปัจจุบัน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเหตุการณ์ทำให้ ราคาพุ่งสูงขึ้นเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนมักจะ ขายหุ้นประเภทนี้เพื่อทำกำไรทันที

3. Fast Growers (หุ้นเติบโตเร็ว) เป็นหุ้นที่มีรายได้เติบโตมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปีขึ้นไป นักลงทุนส่วนใหญ่ ค่อนข้างที่จะประเมินราคาของหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างสูงเพราะความคาดหวังโอกาสของธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต ซึ่งปีเตอร์ลินซ์ เตือนว่า ความคาดหวังของราคาควรจะสัมพันธ์กับความเป็นจริงด้วย เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ บริษัทนึงจะเติบโตในอัตราเกิน 20% ต่อเนื่องได้ทุกปี

4. Cyclicals (หุ้นวัฏจักร) เป็นหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวของราคาขึ้นลงเป็นรอบๆ โดยปกติจะเป็นบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการ ที่มีความต้องการในท้องตลาดเป็นช่วงช่วง ไม่ได้คงที่และต่อเนื่องทั้งปี ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนหุ้นประเภทนี้อาจจะต้องมีการคาดการณ์เรื่องของเวลาได้แม่นยำกว่าคนอื่น เช่นหุ้นเกี่ยวกับรถยนต์ หากเราคาดเดาได้ว่า ธุรกิจรถยนต์กำลังจะบูม เราก็ควรที่จะไปซื้อหุ้นในช่วงก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้น และขายทำกำไรทันทีเมื่อคิดว่าหมดรอบของวัฏจักรหุ้นกลุ่มนี้

5. Turnarounds (หุ้นฟื้นตัว) จะเป็นหุ้นของบริษัทที่ ประสบปัญหาเรื่องยอดขาย การเงิน และการบริหาร มีอัตราการเติบโตที่ติดลบ และขาดทุนทุกปี นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนมักจะคาดหวังว่า การเข้าไปซื้อหุ้นในช่วงที่บริษัทตกต่ำที่สุด เป็นโอกาสที่ดี เพราะ หากบริษัทมีการแก้ปัญหาทำให้ ยอดขาย กลับมาดีขึ้นได้ และพลิกฟื้นตัวกลับมาเป็นบริษัทที่ทำกำไร ราคาหุ้น ก็จะขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

6. AssetPlays (หุ้นที่มีมูลค่าแฝง) เป็นหุ้นกลุ่มที่มีสินทรัพย์อะไรบางอย่างที่นักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่มองข้าม และไม่ได้ถูกนำประเมินเป็นมูลค่าของบริษัท และทันทีที่สินทรัพย์เหล่านี้ถูกนำมาตีเข้าเป็นมูลค่าของบริษัท ก็จะทำให้ราคาของหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเพื่อสอดรับกับมูลค่าที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น บางบริษัทอาจจะมีการครอบครอง ที่ดิน สินทรัพย์ลิขสิทธิ์ และ แหล่งพลังงานทางธรรมชาติ ที่เมื่อนำมารวมเป็นมูลค่าของบริษัทแล้ว อาจจะมีมูลค่ามากกว่า market cap ของบริษัทเสียด้วยซ้ำ

ซึ่งแต่ละบริษัทในตลาดหุ้น อาจจะไม่ได้จำเป็นว่าต้องอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ใน 6 กลุ่มนี้ไปตลอดกาล อาจจะมีการเปลี่ยนลักษณะของบริษัทไปได้เรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น หุ้น Mcdonald เริ่มต้นจากการที่อยู่ในกลุ่มของหุ้นเติบโตเร็ว แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มหุ้นเติบโตปกติ แล้วก็ขยับมาอยู่ในกลุ่มหุ้น asset play และก็สุดท้ายแล้วก็มาอยู่ในกลุ่มของหุ้นเติบโตช้าในที่สุด