เรากำลังอยู่ในยุคที่ดีที่สุด

ตอนที่สมัยยังเรียนมัธยมอยู่ ผมเคยไปเล่น Bowling กับเพื่อน

จำได้ว่าค่าเล่น ต่อ เกมส์ สมัยนั้นเมื่อเทียบกับค่าขนมก็ถือว่าสูงอยู่พอสมควร

เวลาจะโยนทีก็เล็งแล้วเล็งอีก เพราะกลัวพลาด กลัวว่าจะล้างท่อ กลัวจะได้แต้มน้อย แถมเวลาได้ Strike ทีก็ดีใจอย่างกับถูก Lottery

การแข่งกับเพื่อนก็ดำเนินไปอย่างตึงเครียด และบลัฟกันตลอดเวลา

พอเวลาผ่านไป

สถานที่เล่น Bowling ก็เริ่มมีโปรโมชั่นเหมาจ่าย หรือแบบบุฟเฟ่ห์ คือจ่ายทีเดียวแล้ว จะโยนกี่เกมส์ก็ได้ กี่ครั้งก็ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

ทุกคนที่เล่น มีความกดดันน้อยลง แต่ละคนเริ่มลองท่าโยนแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยกล้าลองมาก่อน แถมบางคนทีหันหลังโยนก็มี

แต่ละคนเริ่มไม่กลัวที่จะพลาด ไม่กลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่า เดี๋ยวก็เริ่มเกมส์ใหม่ได้ โดยที่ไม่ได้มีต้นทุนอะไรเพิ่ม

ที่ยกตัวอย่างเรื่อง Bowling มาให้ฟัง ก็เพราะผมคิดว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่เปิดโอกาสให้เราได้ลองผิด ลองอะไรใหม่ๆ ได้เหมือนกับการเกมส์โบว์ลิ่งแบบบุฟเฟ่ห์นั่นเอง

ในสมัยก่อน

ถ้าคุณอยากโปรโมทเพลงที่แต่ง ก็ต้องส่ง Demo ไปตามค่ายเพลงต่างๆ เพื่อให้เข้าตากรรมการ และก็รอใครสักคนมาบอกว่า “OK คุณผ่าน”

ถ้าคุณอยากออกหนังสือสักเล่ม ก็ต้องส่งไปสำนักพิมพ์ เพื่อให้บรรณาธิการอนุมัติ

ถ้าคุณอยากทำ VDO ก็ต้องรอให้ Studio มาลงทุน และก็รอโอกาสเพื่อให้ได้ Broadcast

ผมเลยคิดว่าเราอยู่ในยุคที่ดีที่สุด ตั้งแต่โลกนี้เคยมีมา นั่นก็เพราะ “อินเตอร์เน็ต”

อินเตอร์เน็ตคือสถานที่ๆ เราไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเลือกเรา ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาอนุมัติ ไม่ต้องให้ใครมาตัดสินเรา ว่าทำได้-ไม่ได้

ถ้าคุณอยากทำเพลง ถ่าย VDO และโปรโมทให้เป็นที่รู้จักก็แค่ “ลงมือทำ” และก็ลง Youtube Facebook TikTok

ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน คุณก็สามารถสร้างฐานคนอ่าน ผ่าน Platform ที่มีอยู่เป็น 100 Platform เพื่อแสดงผลงาน

ถ้าคุณอยากเป็นนักวาด และillustrator คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาอนุญาตในการเผยแพร่ คุณก็แค่สร้าง Portfolio ออนไลน์บน Instagram, Artstation และขายงานบน Etsy.com, Society6.com และ Redbubble.com ได้เลย

ถ้าอยากเป็นนักลงทุน ก็สามารถเรียนได้ฟรีผ่านเว็บ Set.or.th และสามารถลองลงทุนแบบเสมือนได้ทาง Click2Win เพื่อซ้อมมือก่อนลงทุนจริง

ที่สำคัญวิธีการที่ว่ามา แทบไม่มีค่าใช้จ่าย

ความเชื่อแบบเก่าๆ ที่ฝังหัวกันมาก็คือ เราต้อง “ห้ามทำอะไรนอกกรอบ” และต้อง “อย่าพลาดอะไรให้คนเห็น” เพื่อสักวันนึงจะได้เข้าตาใครบางคน และเราจะได้ถูกเลือก ได้ถูกจ้าง และได้งานทำ

ในยุคนี้เป็นยุคที่ เราต้อง “เลือกตัวเอง”

การรอให้คนอื่นมามอบโอกาสให้เรา มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ และการที่เราทำอะไรได้ดีก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องถูกเลือกเสมอไป

เราสามารถลองทำอะไรใหม่ๆได้ตามที่ต้องการ สามารถลองผิดลองถูกได้แบบไม่จำกัดโดยไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นตราบาป หรือถูกใครชี้นิ้วด่า

หากวันไหนที่เราผิดพลาด “การเริ่มใหม่” ก็แทบไม่มีต้นทุนเช่นเดียวกัน

การสัมภาษณ์งาน

เรื่องที่ผู้สมัครงานส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ก็คือ

ผู้สัมภาษณ์ ก็มีความกดดัน และความประหม่า ไม่แพ้ตัวผู้สมัครงานเอง

ผู้สมัครงานมีความกดดันในการ คิดตอบคำถาม พยายามโน้มน้าวผู้สัมภาษณ์ การpresentตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองจะโดดเด่น และเข้าตา มากกว่าผู้สมัครงานคนอื่น

ฝ่ายผู้สัมภาษณ์ก็มีความกดดันในเรื่องการตั้งคำถาม ความกังวลว่าอาจจะเลือกคนผิด และความต้องการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพที่สุด

“ความกลัว” ไม่ได้มีอยู่แค่ที่ฝ่ายผู้สมัครงาน

หากผู้สมัครงานใช้ช่วงเวลา 2-3 นาทีแรกของการพบกัน สร้างบรรยากาศความผ่อนคลายเป็นกันเอง เพื่อลด “ความกลัว” ในใจของผู้สัมภาษณ์ได้ ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการสัมภาษณ์งานมากขึ้น เพราะ เป็นเรื่องธรรมชาติของมุนษย์ ที่จะถูกดึงดูดไปหาสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย

เท่าที่ผมสังเกต ผู้ที่ผ่านการสัมภาษณ์งาน จะมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ 3 ข้อ (นอกเหนือจากเรื่องคุณสมบัติที่ตำแหน่งงานนั้นต้องการ)

1. การไม่ตั้งความคาดหวังว่าจะต้องได้งาน : เรื่องนี้ฟังแล้วอาจจะแปลกสักหน่อย แต่มันสามารถช่วยการลดความกดดันให้ตัวเองได้เป็นอย่างดี

2. มีความเป็นธรรมชาติ : การเป็นตัวของตัวเอง ไม่เกร็ง ไม่ปั้นแต่ง เป็นการแสดงความจริงใจแบบที่ไม่ต้องแสดง

3. มีทัศนคติของการเป็นผู้ให้ : ผู้สมัครงานส่วนใหญ่ จะมีกรอบความคิดที่ว่า ตัวเองเป็นผู้รับ และคิดว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายถูกเลือก แต่การมีทัศนคติของการให้ เป็นเหมือนเราเป็นผู้มอบโอกาส ให้บริษัทได้เจอคนที่เหมาะกับงานแทน

ทักษะต่างๆที่มีบอกในคู่มือพนักงาน หรือสามารถเขียนออกมาเป็นคุณสมบัติของตำแหน่งงานได้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ผู้สมัครงานคนไหนก็สามารถมี

แต่การ Connect, Engage และการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ เป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ผู้สมัคร ในการสัมภาษณ์งานอย่างแท้จริง

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนๆนึงประสบความสำเร็จ

Malcolm Gladwell ได้พูดถึงปัจจัยที่ทำให้คนๆนึงประสบความสำเร็จไว้ในหนังสือ Outliers
ว่าเป็นมากกว่าเปลือกนอกที่เราเห็นเช่น  วิธีการทำงาน, ความฉลาด หรือ เครื่องมืออุปกรณ์ตัวช่วยต่างๆ

ไอเดียหลัก ที่คนส่วนใหญ่เคยได้ยินคือ กฎ 10,000 ชั่วโมงนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็น นักพูดระดับโลก ศิลปินชื่อดัง มหาเศรษฐีอย่างบิล เกตส์
หรือแม้แต่วงดนตรี The Beatles ก็ล้วนได้ผ่านช่วงเวลาการฝึก 10,000 ชั่วโมง มาแล้วทั้งสิ้น

ปริมาณของชั่วโมงการฝึกฝน คือ สิ่งที่สร้างความแตกต่าง

Gladwell ได้ทำการศึกษาอาชีพนักไวโอลิน ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรกเก่งใน ระดับเป็นผู้ฝึกสอนได้ ใช้เวลาในการฝึกประมาณ 4000 ชั่วโมง
กลุ่มที่สองเก่งใน ระดับขั้นเทพ ใช้เวลาในการฝึกประมาณ 8000 ชั่วโมง
กลุ่มที่สามเก่งใน ระดับ World Class ใช้เวลาในการฝึกไม่น้อยกว่า 10,000 ชั่วโมง

เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดขึ้น ถ้าเราต้องการฝึกฝนทักษะอะไรบางอย่างเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง

ใน 1 ปีเราต้องใช้เวลาประมาณ 27 ชั่วโมง ต่อวัน (ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว)
ใน 5 ปีเราต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง ต่อวัน
ใน 10 ปีเราต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ต่อวัน

ประเด็นที่ 2 ที่สำคัญมาก ถัดจากเรื่องชั่วโมงในการฝึก คือ คุณภาพของการฝึก

มีคนมากมายใช้เวลาขับรถบนถนนวันละ 3 ชั่วโมง มาเกิน 10 ปี แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักแข่งรถมืออาชีพได้

แน่นอนว่ามีปัจจัยอย่างอื่นนอกเหนือจากเรื่องปริมาณของเวลา

เมื่อเราใช้เวลากับสิ่งๆนึงมากพอ เราจะเก่งขึ้น และเราจะเริ่มเคยชิน จนสิ่งที่เราทำจะเข้าสู่ Default Mode หรือบางคนอาจจะเรียกว่า Autopilot หมายความว่า เราใช้พลังงาน ความคิด และพยายาม น้อยลงจน ปริมาณชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้นแล้ว

ถึงจุดนี้เราต้อง ยกระดับ การฝึก ในสิ่งที่ยากขึ้นไป หลายๆครั้งอาจเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบทำ
ยกตัวอย่างเช่น

นักวิ่งที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ใช้เวลาในการวิ่งอย่างเดียว แต่ต้องฝึกเวท ฝึกกิน และฝึกความยืดหยุ่นของร่างกาย
สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าเบื่อ และไม่คุ้นชิน แต่เมื่อนักวิ่งก้าวข้ามจุดที่รู้สึกว่ายากไปได้ ก็เท่ากับความสามารถได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

ผมเคยฟังสัมภาษณ์ Kenny G นัก Saxophone ชื่อดังระดับโลก

ผู้สัมภาษณ์ถามว่า “การเป่า Sax ติดต่อกันเป็นเวลา 2.30 ชั่วโมง ตอนเล่น Concert มันดูเป็นสิ่งที่ยากมาก แต่ดูคุณทำมันได้อย่างง่ายได้ อะไรคือเคล็ดลับของคุณ”

Kenny G ตอบว่า “มันไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรหรอก เพราะปกติผมก็ใช้เวลาฝึกวันละ 3 ชั่วโมงทุกวัน และผมทำแบบนี้มา 40 ปีแล้ว ซึ่งไม่ว่าใครถ้าใช้เวลาฝึกแบบเดียวกับที่ผม ก็จะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากเช่นกัน”

10 ทักษะสำคัญที่ควรมี(เพิ่มเติม)ในยุคนี้

เราทุกคนล้วนมีความสามารถเฉพาะตัว หรือมีทักษะหลักที่ใช้ประกอบอาชีพกันอยู่แล้ว
แต่ทักษะต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่เราควรจะมีติดตัวไว้บ้าง

1.ทักษะในการเขียนให้กระชับ ได้ใจความสำคัญ
ในระบบการศึกษา สอนให้เราเขียนด้วยคำที่สละสลวย ประดิษฐ์ประดอย
แต่ในชีวิตจริง เราต้องเขียนให้ง่ายเข้าใจง่าย และตรงประเด็น

2.ทักษะด้านการโน้มน้าวคน
รวมไปถึงการขาย และการตลาด ก่อนที่เราจะบอกกับโลกว่าเรามีอะไรดี
เราต้องได้รับความสนใจเสียก่อน การโน้มน้าวคนอย่างมีศิลปะ จะช่วยลดแรงปะทะ
แรงต่อต้าน และเข้าสู่การสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติ

3.ทักษะความรู้เรื่องภาษี
เป็นเรื่องที่ดูน่าปวดหัวในตอนแรก แต่ถ้าศึกษาดีๆ เราสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์
ทั้งเรื่องการทำธุรกิจ และการลดค่าใช้จ่ายได้

4.ทักษะความเรื่องกฎหมายธุรกิจ
ความรู้ด้านนี้เป็นเหมือนตัวช่วยให้เราตัดสินใจในการทำธุรกิจ การขยายธุรกิจ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดการถูกเอาเปรียบในการทำธุรกิจ

5.ทักษะการเสี่ยงและจำกัดความเสี่ยง
การลงเล่นในเกมส์ที่เรามีโอกาสน้อยที่จะชนะ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่เมื่อถึงเวลาต้องเสี่ยง
ต้องมีแผนในการลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วย

6.ทักษะความรู้ด้านประกันภัย
มีคนมากมายเวลาทำประกัน ไม่ได้ศึกษาหนังสือสัญญาให้รอบครอบ ทำให้ได้ประโยชน์จากการ
ทำประกันได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือบางครั้งทำประกันซ้ำซ้อน ทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุ

7.ทักษะความรู้ด้านจิตวิทยา
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันต้องใช้ความเข้าใจกัน การเรียนรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ
และเป็นตัวกระตุ้นต่อการทำพฤติกรรมต่างๆของคน จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

8.ทักษะความด้านการใช้ excel และ spreadsheet
การเก็บข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ จะทำให้ง่ายต่อการจัดระเบียบ ติดตาม และตรวจสอบ
เช่นการนำมาใช้บันทึกบัญชีครัวเรือน หรือจัดเก็บข้อมูลด้านการลงทุน

9.ทักษะการอ่านงบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน
นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้นแล้ว การตรวจสอบงบดุลส่วนตัวก็เป็นมีความสำคัญ มีหลายคนไม่รู้ว่า
อะไรคือทรัพย์สิน อะไรคือหนี้สิน วิธีดูง่ายๆ ทรัพย์สินจะพารายได้เข้ากระเป๋าให้เรา ส่วนหนี้สินจะพาเงิน
ออกจากกระเป๋าของเรา

10.ทักษะการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์
รู้จักการใช้ประโยชน์จาก Social Media, Website และ Blog ในยุคนี้ถ้าธุรกิจที่เราทำอยู่ไม่สามารถถูกค้นหา
ได้โดยอินเตอร์เน็ต ก็เปรียบเหมือนเราไม่มีตัวตน แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าใจบริบทของแต่ละ Platform ด้วย
การสร้างแบรนด์เป็นเรื่อง Long term ไม่ใช่การ Spam และดึงความสนใจของคนแบบฉาบฉวย

งานกับปัญหา

ในท้ายที่สุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถแยกระหว่างงานกับปัญหาได้
หรือ อีกนัยหนึ่ง งานและปัญหาเป็นสิ่งเดียวกัน

ในฐานะคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ หรือเจ้าของกิจการ
เราทุกคนล้วนเป็นนักแก้ปัญหาทั้งสิ้น

บริษัท มีปัญหาเรื่องยอดขาย เลยจ้างพนักงานขาย
บริษัท มีปัญหาเรื่องการตลาด เลยต้องจ้างเอเจนซี่
คนไข้ มีปัญหาด้านสุขภาพ เลยมีอาชีพหมอเกิดขึ้น
เราทุกคน มีปัญหาเรื่องการสร้างที่อยู่อาศัย เลยมีงานของ วิศวกร
สถาปนิก และผู้รับเหมาก่อสร้าง

เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกไม่สะดวกสบายกับการทำงาน เพราะการแก้ปัญหา
ต้องอาศัยแรงกาย และความคิด

มูลค่าหรือค่าจ้างของเราขึ้นอยู่กับความยากของปัญหาที่เราแก้ได้ นั่นเป็นที่มา
ของความสูง-ต่ำของรายได้

ส่วนคำว่า “ปัญหาในการทำงาน” อันนี้อาจจะไม่ใช่ที่ตัว “ปัญหา” แต่เป็น
ทัศนคติของเราที่มีต่อปัญหามากกว่า