พื้นที่ของคนอื่น

ผมได้ทราบเรื่องราวของผู้ประกอบหลายคน ที่ประสบปัญหาโดน Facebook ลบบัญชีที่เป็นแหล่งรายได้หลักของตนเองแบบไม่ทราบสาเหตุ และได้พยายามอุทธรณ์เรื่องไปยังผู้ดูแลระบบ ซึ่งเวลาก็ผ่านไปหลายสัปดาห์ บางคนก็ได้คืน บางคนก็ไม่ได้คืน

ทุกคนพยายามที่จะหาสาเหตุว่าถูกแบนเพราะอะไร บ้างก็ตีความว่าโดนแกล้ง หรืออาจจะทำผิดกฎอะไรโดยที่ไม่รู้ตัว

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ บน facebook เท่านั้น เหตุการณ์แบบนี้สามารถเกิดได้กับ ทุก Platform และถึงแม้เราไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้โดนแบน ไม่ได้โดนรีพอร์ท แต่เป็นที่ Platform เองก็อาจจะปิดตัว หากถูกประเมินแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่สร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างเช่น GooglePlus ,Posterous, Path, Vine เป็นต้น

บริษัท Starbucks ใช้เงินล้านหลายเหรียญเพื่อสร้าง Community บน GooglePlus เพื่อจะต้องมาพบว่าเป็นการลงทุนที่แทบจะศูนย์เปล่า
เมื่อมาสร้างผู้ติดตามบน Facebook ก็มาประสบปัญหาโดนลด Reach จนเหลือน้อยกว่า 1% และหากต้องการเข้าถึง “Community ของตัวเอง” ก็ต้องจ่ายเงิน Boost โพสเป็นครั้งๆไป

จะว่าไปมันก็เป็นสิทธ์ของ Platform นั้นๆ ที่ “จะทำอะไรกับผู้ใช้ก็ได้” เพราะมันเป็นพื้นที่ของเขา และเขาก็ให้เราใช้ฟรี การเรียกร้องโวยวาย หาความยุติธรรมในที่ๆเราไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นคนตั้งกฎ ก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลจริงๆ

ทางออกก็คือการสร้างพื้นที่ของเรา นั่นก็คือ เว็บไซต์ หรือ บล็อก เป็นที่ๆเราสามารถควบคุมได้ และเราก็เป็นเจ้าของที่อยู่(Domain name) แบบ 100% เปรียบได้กับการมีหน้าร้านของตัวเอง

การที่จะมีบัญชี Social Media ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่การมีพื้นที่ของตัวเองด้วย เป็นเหมือนมีหลักประกันความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์บัญชีถูกปิดแบบไม่คาดคิด

เราควรจะมองพวก Social Media เป็นเหมือนตลาดนัด เหมือนการเปิดBooth เหมือนการออกงานแฟร์ แน่นอนว่าความสนใจของลูกค้า และยอดขาย ก็ต้องมากกว่าการขายหน้าร้านตัวเองเป็นธรรมดา เพราะปริมาณ Traffic ที่เข้ามาแตกต่างกันมาก

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกลา มวลชนย่อมเปลี่ยนความสนใจไปเรื่อยๆ และพร้อมจะย้าย เมื่อมีที่ๆใหม่กว่า สดกว่า น่าตื่นเต้นกว่า

ส่วนผู้ขายก็มีหน้าที่ตามไป จองพื้นที่ จองแผง เปิดซุ้ม ตามไปเรื่อยๆ ถ้าเจ้าของที่ใจดีก็ดีไป แต่ถ้าโชคร้ายเจอเจ้าของหน้าเลือด กำไรที่ได้อาจจะต้องไปจ่ายให้ค่าที่ และค่าโฆษณาจนแทบไม่เหลือ เพราะ

พื้นที่ของคนอื่น ยังไงก็ไม่ใช่ของเรา

Little Miss Matched

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเพิ่งมารู้ว่า เราเผลอใส่ถุงเท้าสลับคู่ เมื่อมาถึงที่ทำงานแล้ว

1. ซื้อคู่ใหม่ในซุปเปอร์
2. พยายามเอาขากางเกงมาปิดไม่ให้คนอื่นเห็น

เรื่องแบบนี้ไม่เคยเป็นปัญหา สำหรับลูกค้าของแบรนด์ Little Miss Matched

เพราะสิ่งที่ Little Miss Matched ทำคือ ขายถุงเท้าเป็นแพ็คละ 3 ข้าง ซึ่งสีและสไตล์ ไม่เหมือนกันเลยทั้ง 3 ข้าง

บริษัท Little Miss Matched เป็นบริษัทที่ก่อตั้งในปี 2004 โดยในตอนแรกตั้งใจเจาะกลุ่มตลาด เด็กผู้หญิงวัย 11-12 ปี ด้วยสโลแกนว่า “ถึงแม้จะไม่เข้ากัน แต่มันก็ไปด้วยกันได้”

แบรนด์ Little Miss Matched เป็นตัวแทนของกลุ่มเด็กผู้หญิงที่คิดว่า “ทำไมต้องเป็นเหมือนคนอื่น ในเมื่อการเป็นตัวเอง คือสิ่งที่ดีสุดแล้ว สำหรับตัวเรา”

สื่อสารผ่านคำโฆษณาโดนใจ ดังนี้

“you can find someone prettier than me”
“you can find someone smarter than me”
“you can find someone funnier than me”
“But you will never find someone…just like me

Little Miss Matched เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านเหรียญ

ปัจจุบัน Little Miss Matched ได้มีการเพิ่มไลน์สินค้าอื่นๆ นอกเหนือจากถุงเท้า เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า ฯ

และขยายวงกว้างไปสู่กลุ่มอายุต่างๆ ตั้งแต่ 11-110ปี! เพราะแบรนด์สามารถสร้างจุดร่วมของผู้ที่มีความเชื่อเดียวกันได้

Little Miss Matched เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่บอกให้เรารู้ว่า “เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ การทำอะไรตามคนส่วนใหญ่ หรือต้องทำตามเพียงเพราะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป”

ความเป็น Authenticity

คำว่า Authenticity หากแปลตาม Dictionary คือ เนื้อแท้, สิ่งที่แท้จริง, ตัวตนที่แท้จริง

ในสังคม เราพยายามแสดงออกถึงความเป็นตัวตน ผ่านช่องทางการสื่อสารทั้ง offline และ online บางคนก็แสดงความหยาบคาย(แล้วบอกว่าจริงใจ) และบอกว่านี่คือความเป็น Authenticity ของตัวเอง

ในการทำธุรกิจ บริษัทพยายามประกาศว่า ตัวเองมีความเป็น Authentic และ Authenticity ของบริษัทคือ 1…2…3 …ฯ

คำถามคือ Authenticity มีจริงมั้ย?

ผมได้ฟังสัมภาษณ์ของ Seth Godin นักคิดนักเขียนชื่อดัง กล่าวว่า เขาไม่คิดว่า Authenticity มีอยู่จริง หรือถ้ามีอยู่จริง ตัวตนแท้จริงของเราที่แสดงออกทุกอย่างแบบที่ตัวเองรู้สึก ก็คงเป็นช่วงที่ยังต้องขับถ่ายใส่ผ้าอ้อม ร้องโวยวาย เวลาที่อยากได้อะไร และนั่นคือครั้งล่าสุดที่เราแสดงความเป็นเนื้อแท้ของเราออกมา

หลังจากที่พอรู้เรื่องรู้ราว เราถูกป้อนข้อมูล เราถูกสั่งสอนโดยพ่อแม่ เราผ่านขบวนการขัดเกลาจากสังคม

เราพูด เราเดิน เราแต่งตัว เราปฏิบัติต่อผู้อื่น บนจุดประสงค์ที่อยากจะให้คนอื่น “มองเราเป็นเช่นไร”

แต่ถ้าจะให้นิยาม คำว่า Authenticity ในแง่ของการทำธุรกิจ ก็คงหมายถึง สิ่งที่เราสัญญา สิ่งที่เรายึดมั่น สิ่งที่เราทำเพราะเราบอกว่าจะทำ สิ่งที่เราทำสม่ำเสมอ ต่อเนื่องเป็นนิสัย จนตัวของเราเองเชื่อว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

การให้ผู้อื่น หรือลูกค้า รู้ถึงความเป็น Authenticity ไม่ใช่การป่าวประกาศ หรือออกเป็น Mission statement

แต่เป็นการให้ผู้อื่นรับรู้ ผ่านการกระทำ ซ้ำๆ ต่อเนื่อง และเป็นเวลานานต่างหาก

บริษัทที่ออกประกาศถึงจุดยืน ผ่านคำพูดสวยหรู ว่า “เราจะอยู่เคียงข้างลูกค้า” “เราจะเป็น Solution Provider” “เราซื่อสัตย์” “เรามั่นคง”…ฯ

คำพูดเหล่าเป็นเพียงคำโฆษณา หากปราศจากการกระทำที่ต่อเนื่อง

บางทีการที่บริษัทออกมาบอกตรงๆ ว่า ทำเพื่อผลกำไรเป็นหลัก, พร้อมจะหักกับลูกค้าทันทีเมื่อเสียผลประโยชน์, พร้อมจะปิดบัญชีทันทีหากมีการซื้อน้อยกว่าเท่านั้นเท่านี้…ฯ

อาจจะดูจริงใจกว่า แถมไม่ต้องสร้างความเป็น Authenticity อะไรขึ้นมาใหม่

และที่สำคัญ คงไม่มีใครถือสาความคิดแบบเด็กที่ยังถ่ายรดผ้าอ้อม…จริงมั้ย?

Finite กับ Infinite mindset

การแข่งขันแบบ Finite Game คือ เกมการเล่นที่ผู้เล่นตั้งแต่ 2 ฝ่ายตกลงยอมรับกติกาเดียวกัน ในช่วงเวลาที่กำหนด ยกตัวอย่างเช่น ฟุตบอล การแข่งขันหมากรุก เกมส์เหล่านี้เมื่อเล่นจบ เราจะรู้ตัวผู้ชนะ และผู้แพ้

แต่จะมีการแข่งขันอีกประเภทที่เรียกกว่า Infinite Game เป็นเกมที่ไม่ได้ระบุจำนวนผู้เล่นที่ชัดเจน ไม่ได้มีการตกลงกติกา ไม่มีการกำหนดเวลา เกมแบบนี้เป็นเกมที่ไม่วันจบ ผู้ที่แพ้ คือผู้ที่ออกจากเกมไปเอง ตัวอย่างเช่น เกมการทำธุรกิจ เกมการลงทุน และเกมการใช้ชีวิต

เราทุกคนรู้ว่า ทุกธุรกิจมีการแข่งขัน แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครคือผู้ชนะ? หากผู้ที่อยู่ในเกมไม่ได้มีการตกลงกติกา และช่วงเวลาในการแข่งขัน แต่การจะบอกว่าใครคือผู้แพ้ อันนี้ง่าย ก็คนที่ขาดทุน และต้องออกจากธุรกิจไปนั่นเอง

ในการใช้ชีวิตก็เหมือนกัน เราพยายามเปรียบเทียบ แข่งขันกับคนอื่น ทั้งในเรื่อง งาน ฐานะ และครอบครัว
เราจะเป็นผู้ชนะในเกมได้อย่างไร ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ยอมรับว่าแพ้ และที่จริงแล้ว ไม่ได้ยอมรับว่ามีการแข่งขันตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ

Simon Sinek นักพูด และผู้เขียนหนังสือ The Infinite Game ได้กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเล่นเกมประเภท Infinite คือ To Stay in the Game

หมายความว่า ถึงแม้คุณอาจจะหาตัวผู้ชนะไม่ได้ แต่คุณจะไม่แพ้ ถ้าตัวคุณไม่ได้เลิกเล่นไปเอง ซะก่อน

ในแง่ของการทำธุรกิจ

ผู้บริหารที่มี Mindset ของผู้เล่นแบบ Finite Game จะตัดสินเพื่อผลลัพธ์ระยะสั้น เช่น การตัดราคาเพื่อเร่งยอดขาย ตัดงบการตลาดที่จำเป็น และ Layoff พนักงาน เพียงเพื่อให้ภาพตัวเลขของบริษัท(ในบรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน)ออกมาดูดีในช่วงไตรมาส ช่วงครึ่งปี หรือเพียงแค่ช่วงเวลาที่ตัวเองบริหารอยู่ สุดท้ายจะนำมาซึ่งปัญหาในระยะยาว

ผู้บริหารที่มี Infinite Mindset จะมอง Long term และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการทำธุรกิจ มากกว่าตัวเลขในระยะสั้น แน่นอนว่า ตัวเลขผลประกอบของบริษัทอาจดูไม่หวือหวาในช่วงต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทประเภทแบบนี้จะมีผลกำไรที่มากกว่าผลกำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรม มีลูกค้าและพนักงานที่มี Loyalty กับบริษัทมากกว่า