The Bullet Journal Method : วิถีบันทึกแบบบูโจ

ผมเป็นแฟน Podcast ของ Readery Podcast มาตั้งแต่ ep แรก และในหลายๆ ep ก็เปิดฟังมากกว่า 1 รอบ อย่างเช่น epนี้ The Bullet Journal Method: วิถีบันทึกแบบบูโจ 

จริงๆ แล้วผมเคยได้ยินคำว่า Bullet Journal มาก่อนหน้านี้หลายปี แต่ก็เป็นการรู้จักแบบผิวเผิน และไม่ได้ใส่ใจ เพราะรู้สึกว่าการเขียน Journal มันเป็นอะไรที่ “ไม่ใช่เรา”

จนได้มาฟัง Podcast ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเพราะ พี่โจ้ พี่เน็ต รีวิวได้สนุกมาก 😀

 

สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อมาหนึ่งเล่ม ( แน่นอนว่าสั่งจาก Readery 🙂 ) แต่ก็เป็นการสั่งซื้อมาให้ภรรยาอ่าน เพราะในใจก็ยังแอบคิดว่า “ก็ไม่ได้สนใจขนาดต้องรีบอ่านก่อนหนิ”

พอภรรยาผมอ่านไปได้ครึ่งเล่ม ก็เดินมาบอกกับผมว่า “เธอต้องอ่าน และไปซื้อเล่มใหม่ของเธอเองด้วย” -_-

สุดท้ายกลายเป็นต้องซื้อทั้งหมด 2 เล่ม (ไรว๊าาา)

 

เมื่อได้รับหนังสือ(ที่สั่งซื้อใหม่อีกเล่ม) ผมก็รีบอ่านเลย เพราะอยากรู้ว่ามีอะไรดี จนภรรยาผมต้องเอ่ยปากพูดถึงตลอด

สิ่งที่ผมชอบมากกว่า เรื่องวิธีการทำ Bullet Journal ก็คือเหตุผลเบื้องหลังของการสร้างระบบนี้ขึ้นมา เนื้อหาในหนังสือเรียกได้ว่าสำคัญทุกบรรทัด หากต้องขีดเน้นข้อความที่ชอบ ในหนังสือก็คงเต็มไปด้วยรอยปากกา Highlight

เป็นไปได้ว่าคุณ Ryder Carroll ผู้เขียน ได้กลั่นกรองเนื้อหานี้มาหลายรอบแล้วผ่าน Journal ของตัวเอง ก่อนที่จะมาเรียบเรียงในหนังสือ

 

วันที่ลงโพสนี้ ผมเพิ่งลองเขียน Bullet Journal มาแค่ไม่กี่วัน ก็คงจะไม่ได้มารีวิวอะไรเกี่ยวกับการเขียน แต่อยากแชร์ถึงความประทับใจหลังจากที่ได้อ่านมากกว่า

อาจจะเว่อร์ไปสักนิด แต่ผมว่าเป็นหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยอ่านมาเลยก็ว่าได้

 

ขอปิดท้ายด้วยข้อความหลังปกหนังสือ ที่ผมชอบมากอีกอันนึงนะครับ 🙂

“ในยุคที่เทคโนโลยี แทรกซึมเข้ามาในทุกซอกมุมของชีวิต และเราค้นหาทุกคำตอบได้เพียงปลายนิ้ว เรากลับปล่อยให้คำถามสำคัญอย่างความหมายของชีวิตเราเองหล่นหาย เราหลงลืมอดีตและประสบการณ์อันทรงคุณค่า เราวิ่งไล่ตามจังหวะชีวิตในปัจจุบัน ทว่าสะดุดล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะข้อมูลและภาระหน้าที่มากมายที่กองไร้ระเบียบ โลกยุคใหม่กลืนกินเราจนไม่เหลือเวลาและเรี่ยวแรงจะวางแผนถึงอนาคตที่เราวาดฝันไว้อีกต่อไป”

Priority vs Priorities

คำว่า Priority เป็นคำที่มีการใช้กันมาตั้งแต่ปีค.ศ 1400 ซึ่งมีความหมาย ว่า First thing หรือหมายถึง สิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่ต้องทำก่อน

จนผ่านมา 500 ปี ในปี ค.ศ. 1900 คำว่า Priority จากเดิมที่ใช้เป็นคำเอกพจน์ (ซึ่งแปลว่ามีได้แค่ 1) เริ่มถูกนำมาใช้ใน Term ที่เป็นพหูพจน์ คือ Priorities แปลได้ว่าสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดมากกว่า 1 อย่าง

ซึ่งในความเป็นจริง เป็นไปได้ยากมากที่คนเราจะสามารถโฟกัสสิ่งสำคัญได้มากกว่า 1 อย่าง ในแต่ละครั้ง

พออ่านเรื่องนี้ ก็เลยทำให้ผมนึกถึงเวลาตอนที่นั่งเครื่องบินโดยสาร ช่วงเวลาที่ลูกเรือสาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์บนเครื่อง จะมีประโยคนึงที่แทบทุกสายการบินจะพูดเหมือนกัน คือ

“Your Safety is our Priority” 

(ความปลอดภัยของผู้โดยสารคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง)

ถ้าพูดใน Term พหูพจน์ ก็คงจะเป็น

“Your Safety is one of our Priorities”

(ความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหนึ่งในหลายๆสิ่งที่เราให้ความสำคัญ)

ความปลอดภัยอาจจะไม่ต่างกัน แต่รู้สึกปลอดภัยไม่เหมือนกัน(แฮะ 😝)

Life Coach จำเป็นจริงหรือ?

2 สิ่งที่สร้างคุณค่า ให้กับคนที่จะเป็น Life Coach ได้ก็คือ
1. ประสบการณ์ชีวิต
2. สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์นั้น

ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ชอบคำว่า Life Coach แต่ชอบคำว่า Mentor มากกว่า
Mentor คือ เพื่อนที่ดี ที่ปรึกษา และผู้ชี้ทางสว่างให้กับเรา
Mentor คือ ผู้ที่ให้ความเห็นที่สองรองจากตัวเราเอง
Mentor คือ กัลยาณมิตร
Mentor ที่แท้จริง ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

เวลาที่เรามี ปัญหา เราต้องการคำปรึกษาจากคนที่เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน
มี Life Coach น้อยคนนัก ที่จะผ่านประสบการณ์เดียวกันกับที่เราเจอ

ปัญหา คือ สิ่งที่กั้นอยู่ระหว่าง “ตัวคุณ” กับ “สิ่งที่คุณต้องการ”
คนแต่ละคนย่อมมีปัญหาที่แตกต่างกันไป และไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าตัวเราเอง

หลายๆครั้ง เรามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ เราแค่ต้องการบางคนที่เห็นด้วย
หลายๆครั้ง เราต้องการคนที่นั่งรับฟัง และให้กำลังใจ

ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเสียเงินจ้าง Life Coach เพื่อมาบอกคุณว่า
“คุณต้องการอะไร” หรือ “คุณต้องทำยังไง”

บทสรุป ของคอร์สพัฒนาตัวเองทุกคอร์ส ของหนังสือพัฒนาตัวเองทุกเล่ม

จะไม่มีคำตอบใดที่แปลกไปจากคำว่า
“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เสมอ

Steve Jobs เคยให้สัมภาษณ์ว่า คุณไม่จำเป็นต้องบอกให้คนๆนึงต้องทำอะไร เพราะถ้าเค้ารู้ตัวว่าอยากได้อะไร และอยากได้มันมากพอ เค้าจะหาวิธีการที่จะได้มันมาเอง

คุณจะเป็นอย่างที่คุณเชื่อ

สิ่งที่คุณบอกกับคนอื่น อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน กับสิ่งที่คุณบอกตัวเอง

“ฉันเป็นคนหัวไม่ค่อยดี”
“ฉันเป็นคนไม่เก่งเลข”
“ฉันเป็นคนไม่เก่งภาษาอังกฤษ”

บางครั้งคุณอาจจะพูดออกไปเพื่อเป็นการถ่อมตน
บางครั้งคุณพูดออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่าง

พอพูดบ่อยเข้า มากเข้า
สุดท้ายกลายเป็นว่า
คนที่เชื่อคำพูดเหล่านั้นคนแรกคือ “ตัวคุณเอง” และ
คุณได้รับเอาข้อจำกัดเหล่านั้นมาเป็นของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

“A negative mind will never give you a positive life.”
-unknown

เขียนเพื่อสื่อสารกับตัวเอง

การเขียนเป็นทักษะแรกๆ ของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อสาร
เราไม่จำเป็นต้องเป็น “นักเขียน” ถึงจะสามารถเขียนได้

แต่กลับกัน เราจะเขียนได้ดีต่อเมื่อเราลงมือเขียนบ่อยๆ ผมรู้สึกว่าช่วงเวลา
ที่โฟกัสกับการเขียนเป็นวิธีที่นึงที่เราได้ตรวจสอบความคิดของตัวเอง และ
ได้จัดระเบียบข้อมูลที่อยู่ในหัว

I write to discover what I know – Flannery O’Connor

ถ้าเราไม่สามารถเขียนมันออกมาได้ บางทีเราอาจจะไม่รู้เรื่องนั้นจริง.