งานทำแก้เบื่อ

Austin Kleon ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Steal like an artist  ได้ให้แง่คิดอันนึงหนังสือ ซึ่งผมว่าน่าสนใจมาก

นั่นก็คือ “อย่ามองข้ามกิจกรรมที่เราทำตอนเวลาเบื่อ”

เราทุกคนส่วนใหญ่ น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า “งานประจำ” หรือ “งานที่ต้องทำ” ไม่ว่าเราจะมีอารมณ์อยากจะทำหรือไม่

ซึ่งงานพวกนี้ เรามักจะไม่สามารถทำติดต่อกันได้เป็นเวลานาน และเรามักจะ switch ไปทำกิจกรรมบางอย่างในตอนที่เรารู้สึกเบื่อ

Austin ได้เขียนบอกในหนังสือว่า กิจกรรมที่เราชอบหันไปทำตอนเวลาที่เรามีความรู้สึกเบื่อ อาจจะเป็นสิ่งที่เราสามารถพัฒนาไปเป็นอาชีพได้

เช่น บางคนอาจจะชอบวาดรูป, บางคนอาจจะชอบอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ บางคนอาจจะชอบออกแบบตัวอักษร

และอาจจะมองว่ากิจกรรมที่ทำแก้เบื่อเหล่านี้ เป็นแค่งานอดิเรก เลยมองข้ามศักยภาพบางอย่างไป ทำให้ไม่ได้เอามาพิจารณาอย่างจริงจังสักครั้ง

สำหรับคนที่อยากมีอาชีพที่ 2 แต่ยังไม่มีไอเดีย ว่าจะทำอะไรดี

ควรจะต้องคอยสังเกตตัวเองอยู่เสมอว่า มีกิจกรรมอะไรบ้าง ที่เราสามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืนความรู้สึก ทำได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ

บางทีอาจจะเจออาชีพในฝัน ที่ทำให้อยากจะตื่นนอนขึ้นมาลงมือทำทุกวันก็เป็นได้

Minimalism

การใช้ชีวิตแบบไล่ตามหา Dopamine เป็นเกมส์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ความสุขที่ได้จากการได้รับ หรือได้ซื้อของชิ้นใหม่มา มักจะอยู่ได้ไม่นาน

แถมยังมีโอกาสที่จะต้องการสิ่งของวัตถุในดีกรีที่มากขึ้นไปอีก เช่น สิ่งของในระดับราคาเดิมอาจจะไม่ทำให้เราสุขเท่าเดิม ผู้คนจึงแสวงหาสิ่งที่เป็นขั้นกว่าเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

คนที่เสพติด Dopamine บางครั้งยอมทำแม้แต่เรื่องที่ผิดศีลธรรม เพียงเพราะต้องการเงินมาซื้อของที่มากขึ้นๆ

วิถีการใช้ชีวิตแบบ Minimalism อาจจะเป็นคำตอบนึงที่จะช่วยลดอาการเสพติด Dopamine ได้

บางคนอาจเข้าใจผิดว่าการเป็น Minimalist คือต้องมีบ้านโล่งๆ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสี earth tone และกินมังสวิรัติ นั่นเป็นแค่ subset ของ วิถี Minimalism

สิ่งที่เป็นแก่นของความเป็น Minimalism คือการที่เราสามารถ detach ตัวเราออกจากวัตถุ หมายถึงการตระหนักรู้ถึงว่า สิ่งใดที่จำเป็นสำหรับชีวิตจริงๆ และสิ่งใดที่ควรจะปล่อย วาง ทิ้ง ออกไป

Minimalist จะไม่ตัดสินใจซื้อสิ่งของจากความอยาก แต่จะซื้อเพราะของสิ่งนั้นมีคุณค่าต่อชีวิตจริงๆ

Joshua Fields Millburn และ Ryan Nicodemus เจ้าของ Blog ที่มีชื่อว่า Theminimalists.com ได้ลองทดสอบตัวเองว่า มีสิ่งของอะไรที่สำคัญต่อชีวิตด้วยวิธีการนำของทุกอย่างใน Apartment ของพวกเค้ามา Pack ใส่กล่องให้หมด แล้วเลือกเดินไปหยิบของเท่าที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น

ปรากฏว่าเมื่อผ่านไปหลายสัปดาห์สิ่งของมากกว่า 90% ที่เค้ามียังนอนนิ่งอยู่ในกล่องเหมือนเดิม ซึ่งนั่นทำให้เค้าตัดสินใจขาย และบริจาคของที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตออกไป

ผลลัพธ์ที่ตามมาจากการที่มีสิ่งของน้อยลง พวกเค้ากลับมามีความสุขมากขึ้น และเข้าใจเลยว่าสิ่งของพวกนั้นนอกจากจะกินพื้นที่ของบ้านแล้ว มันยังกินพื้นที่ในจิตใจด้วย เค้าไม่ต้องมานั่งจำว่าเค้ามีทรัพย์สมบัติอะไรบ้าง

พวกเค้าได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิต และกิจกรรมที่เป็นนำมาซึ่งความสุขเท่านั้น

วิถี Minimalist นั้นยังสามารถนำมา Apply กับความสัมพันธ์ได้เช่นกัน เพราะในทุกความสัมพันธ์ไม่ใช่ว่าจะมีความสำคัญกับชีวิตเราเหมือนกันทั้งหมด เราควรจะเอาตัวออกมาจากความสัมพันธ์ที่สร้างความทุกข์ เอาตัวออกมาจากกลุ่มคนที่คอยแต่ส่งต่อความคิดด้านลบ และไม่ส่งเสริมให้เราเติบโตขึ้น

เมื่อ พันธะ ภาระผูกพัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเรากับสิ่งของ ตัวเรากับบุคคล ได้ค่อยๆ ถูกตัดออกไปจากชีวิต ความโปร่งเบาสบายก็จะเกิดขึ้นในจิตใจ

เราจะมีความสุขมากขึ้น…ความสุขจากการได้เป็นอิสระ

ความโกรธ

เราทุกคนล้วนแต่ต้องเคยสัมผัสกับ “ความโกรธ” มาแล้วทั้งนั้น

ความโกรธ เป็นต้นเหตุทำให้เราทำผิดพลาดในหลายๆ เรื่อง

ความโกรธ ทำลายได้แม้แต่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

ทุกครั้งที่ “ความโกรธ” เข้าครอบงำ เราจะใจร้อน เราจะพูดจาไม่ระวัง เราจะขาดความรอบครอบในการตัดสินใจ

บางคนอาจจะผ่านความรู้สึกโกรธมาเมื่อชั่วโมงก่อน วันก่อน เดือนก่อน

คุณสมบัติอย่างหนึ่งของทุกๆ “ความโกรธ” ไม่ว่าจะโกรธมากแค่ไหนก็ตาม คือ “มันจะหายไปในที่สุด”

เมื่อเวลาผ่านไป เราแทบนึกถึงช่วงเวลาตอนที่เราโกรธไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่ผลลัพธ์จากการกระทำด้วยความโกรธ อาจจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

แน่นอนว่าปุถุชนทุกคนยังไม่สามารถห้ามความโกรธไม่ให้เกิดขึ้นได้ ความไม่ชอบใจต่างๆในชีวิตมักเป็นตัวกระตุ้นให้เรารู้สึกโกรธได้บ่อยครั้ง

ทุกครั้งที่เราโกรธ เราควรระลึกไว้เสมอเวลา เดี๋ยวเราก็จะลืมมันไป

อย่าปล่อยให้ความโกรธ มาขโมยเวลาอันมีค่าของเรา

เราควรจะตระหนักว่า

ไม่มีความโกรธใด ที่อยู่คงทนถาวร

Intermittent fasting

ร่างกายของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้บริโภคอาหารได้ตลอดเวลา

ในยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ต้องออกไปล่าสัตว์ หาอาหาร ซึ่งก็จะกินเวลาครึ่งค่อนวัน และเมื่อได้กินแล้ว ก็จะมีการเว้นช่วงอีกหลายชั่วโมงจนกว่าจะได้กินอีกครั้ง

แม้เวลาจะผ่านไปเป็นหมื่นเป็นพันปี ร่างกายของมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนจากเดิมไปมาก แต่พฤติกรรมการบริโภคอาหารนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เราเริ่มมีตู้เย็นใช้ มีร้านสะดวกซื้อที่เดินทางไปได้สะดวก เมื่อไหร่ที่รู้สึกหิว ก็สามารถเอาอาหารเข้าปากได้ทันที

เราเริ่มมีค่านิยมต้องกินอาหาร 3 มื้อ ในยุคอุตสาหกรรมอาหารเฟื่องฟู บริษัทผู้ผลิตอาหารต้องการให้เราบริโภคมากขึ้น เพื่อที่จะได้ขายของได้มากขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถอยู่ได้ด้วยการกินมื้อเดียวต่อวัน และบางครั้งสามารถอดอาหารได้หลายวันติดต่อกันด้วยซ้ำ

พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยน นำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บแบบที่มนุษย์สมัยก่อนไม่เคยเจอมาก่อนได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคความดัน ซึ่งถ้าเราดูข้อมูลสถิติย้อนหลังกลับไปสัก 50-60 ปีก่อน จะเห็นว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยในโรคประเภทนี้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

Dr.Jason Fung ผู้เขียนหนังสือ Obesity Code ได้กล่าว โรคเบาหวานประเภท 2 ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคอื่นๆ เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคและสามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน

อินซูลิน ของตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน

หน้าที่หลักของอินซูลิน ก็คือการนำสารอาหารที่เป็นพลังงานเข้าไปเก็บในเซลล์ของร่างกาย ซึ่งในช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดกินอาหาร ระบบในร่างกายจะค่อยๆ ขจัดอินซูลินออกไป และเมื่ออินซูลินหายออกไปจากกระแสเลือดแล้ว ร่างกายก็จะค่อยๆ นำพลังงานที่สะสมในเซลล์ออกมาใช้

ซึ่งในวงจรการบริโภคแบบดั่งเดิมของมนุษย์ก็เป็นแบบนี้ ทำให้ร่างกายไม่มีการสะสมพลังงานส่วนเกิน และอินซูลินได้ทำหน้าที่เท่าที่จำเป็นเพราะร่างกายได้เว้นช่วงการกินที่นานพอ

พฤติกรรมการบริโภคแบบปัจจุบัน เรากินอาหารมากเกินความจำเป็น เรากินเพราะความอยาก เรากินเพราะมีคนบอกว่าเราต้องกิน 3 มื้อ เรากินได้ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมงเพราะ การหาอาหารนั้นง่ายกว่าสมัยก่อนมาก

ทุกครั้งที่เรากินอาหารเข้าไป อินซูลินจะถูกหลั่งออกมาเพื่อนำน้ำตาลที่ถูกร่างกายแปรรูปทางเคมีจาก Carbohydrate เข้าไปเก็บในเซลล์ แต่เมื่อเรามีการบริโภคอย่างต่อเนื่อง อินซูลินก็ถูกหลั่งออกมาเกินกว่าที่ควรจะเป็น เซลล์ของร่างกายก็ไม่สามารถบรรจุพลังงานได้ทั้งหมด ทำให้อินซูลินไม่มีที่เก็บนำน้ำตาลไปเก็บ เมื่อเป็นแบบนี้บ่อยๆเข้า ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินก็แย่ลง

จากที่อินซูลินเคยทำงานได้อย่างขยันขันแข็ง เวลามีอาหารเข้ามาในร่างกาย แต่พอเราบริโภคเป็นจำนวนมาก อินซูลิน ก็เกิดการดื้อยาขึ้นมา ซึ่ง Dr. Jason เรียกว่า Insulin Resistance หมายถึง การที่อินซูลินไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปเก็บในเซลล์ได้ดีเหมือนเคย ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ น้ำตาลก็จะอยู่ในกระแสเลือดแทนที่จะถูกนำไปเก็บในเซลล์ของร่างกาย

เมื่อร่างกายมี Insulin Resistance ที่สูง ก็ทำให้เกิดโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา

วิธีการ Fasting หรือการอดอาหารเป็นวิธีการแก้ Insulin Resistance วิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะจะทำให้อินซูลินค่อยๆ กลับมาทำงานได้อย่างปกติแบบที่ไม่ต้องอาศัยการกินยา หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการทำให้ร่างกายมี Insulin Sensitivity ที่เพิ่มขึ้น

ในการทำ Fasting แบบอดอาหารหลายวันก็เป็นวิธีนึงที่ Dr. Jason แนะนำแต่ทั้งนี้ควรจะต้องอยู่ในการดูของแพทย์

สำหรับคนทั่วไปการทำ Intermittent Fasting หรือ การทำ IF หรือการจำกัดการบริโภคอาหารเป็นช่วงๆจะสามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายกว่า เพราะเป็นวิธีที่เหมาะกับธรรมชาติของร่างกายมนุษย์อยู่แล้ว

ซึ่งวิธีการทำ IF ก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ organicbook จะมีวิธีที่บอกไว้ค่อนข้างละเอียด หรือถ้าอยากซึ่งแบบเชิงลึกก็สามารถไปอ่านต่อได้ที่ Dietdoctor.com และอ่านหนังสือ The Complete Guide to Fasting ของ Dr.Jason Fung

ผลพลอยได้ที่สำคัญจากการทำ IF (Intermittent Fasting) เลยนั่นก็คือ การได้ลดน้ำหนัก เพราะการทำ IF จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และไม่ทำให้ร่างกายสะสมไขมันจนเกินความจำเป็น

ผมมักจะอธิบายเรื่องของการทำ Intermittent Fasting กับเรื่องการทำงานบริษัทให้เพื่อนๆ ฟังอยู่เสมอว่า สมมติเราเป็นพนักงานบริษัทแล้วมีเจ้านายคอยสั่งงานทั้งวัน แล้วเราจะเอาเวลาที่ไหนมาทำงาน เคลียร์งานให้จบ มันควรจะเป็น สั่งงาน > เว้นช่วงให้เคลียร์งาน > ส่งงาน แล้วค่อย สั่งงานใหม่เพิ่มเข้ามา

ร่างกายคนเราก็เหมือนกัน หากเรากินโดยไม่เว้นวรรคให้ร่างกายได้นำพลังงานของเก่าออกมาเคลียร์ ให้ระบบการย่อยได้พัก และให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองบ้าง แถมเรายังค่อยเติมอาหารเข้ามาเรื่อยๆ เหมือนเจ้านายสั่งงานไม่หยุด สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “พัง” สถานเดียว