แนวคิดการหาเงินแบบ Ken Honda

Ken Honda ผู้เขียนหนังสือชื่อ Happy Money ได้แชร์หลักคิดนึงเกี่ยวกับเรื่องเงินว่า

ถ้าคุณอยากจะมีเงิน ก่อนอื่นคุณต้องเลิกคิดถึงเรื่องเงินก่อน

โดย Ken Honda ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การที่เราต้องการมีเงินเพิ่ม โดยให้ความสนใจไปที่ตัวเงินเป็นหลัก จะทำให้เราไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องที่สำคัญจริงๆ นั่นก็คือ การแก้ปัญหาให้กับคนอื่น

เราต้องเริ่มต้นจากการโฟกัสไปที่ การเหลือผู้คน และมี mind set ของการเป็นผู้ให้

ในโลกนี้คุณมีได้สองบทบาท คือเป็น ผู้ให้ หรือ ผู้รับ แต่การให้นั้นไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่มากมาย แต่คือการส่งมอบคุณค่าอะไรบางอย่างออกไป ที่ทำให้ชีวิตของผู้อื่นดีขึ้น บางทีอาจจะเล็กน้อยเพียง เป็นแค่คำพูดชื่นชมที่จริงใจ ก็เป็นได้

ทันทีที่เราขยายขอบเขตการสร้างคุณค่าของเราออกไปได้มาก เรื่องเงิน “ซึ่งเป็นผลลัพธ์” จะตามมาเอง

แต่ก่อนจะมีผลลัพธ์อะไร เราต้องสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาเสียก่อน

Ken Honda บอกว่าทุกๆคนมีของขวัญติดตัวกันมาอยู่แล้ว โดยยกตัวอย่างเช่นว่า ลองนึกดูว่าตอนเด็กๆ เราเคยได้รับฉายาจากพ่อ แม่ ครู เพื่อน ว่าอะไร

บางคนอาจจะได้รับฉายาว่า นักร้อง, จิตรกร, นักประดิษฐ์ เป็นต้น

Ken Honda บอกว่าฉายาตอนเด็กของเค้าคือ นักสอน นักพูด เค้าเลยมองว่านั่นแหล่ะคือ ของขวัญที่เค้ามีติดตัวมา เค้าจึงเริ่มที่จะฝึกฝนความสามารถนั้นให้ดียิ่งขึ้น และการมาเป็นนักพูด นักเขียนที่มีชื่อเสียง

ไอเดียอีกอันที่ Ken ยกขึ้นมาก็คือ นอกจากพรสวรรค์ที่โดดเด่นแล้ว เรายังมีพรสวรรค์แบบกลางๆอีกหลายอย่างด้วย

การรวมพรสวรรค์ที่เรามีตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป จะทำให้เรามีความเฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เราไม่ต้องไปอยู่ในจุดที่ต้องไปแข่งขันกับใคร เพราะสิ่งๆนั้นจะมีแต่เราคนเดียวที่ทำได้

ทันทีคุณค่าแบบนั้นถูกสร้างขึ้น สิ่งที่เรียกว่า “มูลค่า” จะตามมาเอง

ทฤษฎีผลประโยชน์

คุณพิชัย จาวลา เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ผมชื่นชอบ และติดตามมาหลายปี

แนวคิดตามทฤษฎีผลประโยชน์ ของคุณพิชัยเอง ก็เป็นหนึ่งในหลักคิดที่ผมนำใช้ในการลงทุนในตลาดหุ้นด้วย

เท่าที่ผมสังเกตเวลาที่คุณพิชัย สละเวลาไปให้สัมภาษณ์ที่ใด พิธีกรก็มักจะถามความเห็นคุณพิชัยว่า SET จะขึ้นไปเท่าไหร่? ราคาทองจะขึ้นมั้ย? จะลงมั้ย? ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนฟังหลายคนหลงประเด็น และคอยมานั่งจับผิดว่าคุณพิชัยจะคาดการณ์ถูกอย่างที่พูดหรือไม่

จริงๆ แล้วหลักการของทฤษฎีนี้มีอยู่เพียงว่า

“ในโลกของทุนนิยมไม่อนุญาตให้คนส่วนใหญ่ในระบบรวยพร้อมกันได้หมด ถ้าเราต้องการที่จะทำเงินในตลาดหุ้นเราต้องเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่”

คุณพิชัย ได้เคยพูดเสมอว่า ในระยะยาวตลาดจะประพฤติตัวสอดคล้องกับเหตุและปัจจัยเสมอ แต่ในช่วงระยะสั้นตลาดอาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างสมเหตุสมผล การที่จะเข้าไปกะเก็งวงจรของตลาดจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย

สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะคาดการณ์อนาคตได้ถูกต้องทั้งหมด

การบริหารข้อมูล การจำกัดความเสี่ยง เป็นความรับผิดชอบของนักลงทุนเอง 100%

และต้องอย่าลืมว่าข้อมูลทุกอย่างในตลาดนั้นมีอยู่สองอย่างคือ ข้อมูลที่เป็นความจริง และ ข้อมูลที่เป็นความเห็น

บทเรียนจาก Steve Jobs

Jony Ive หนึ่งในทีมออกแบบของ Apple ที่เคยร่วมงานกับ Steve Jobs และอยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์มากมายได้ ส่งต่อบทเรียนที่สำคัญมากที่เค้าได้เรียนรู้จาก Steve Jobs

Jony กล่าวว่า มันอาจจะเป็นเรื่องที่หลายๆคนเคยได้ยินมาอยู่แล้ว และมันก็เป็นเรื่องที่ฟังดูง่ายมากนั่นก็คือ “การโฟกัส”

สำหรับ Jony แล้ว Steve Jobs เป็นบุคคลที่ โฟกัสกับงานที่สุดในเค้าเคยเจอ

อย่างที่ทราบกันดี Steve Jobs เลือกที่จะตัด ผลิตภัณฑ์ของ Apple หลายๆตัวที่เขารู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ ไม่ได้สร้าง Value และไม่ใช่เป็นเรื่องที่Apple ถนัดออก เพื่อที่จะโฟกัสในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของบริษัทจริงๆ

Steve Jobs เลือกที่จะ Say No เป็นร้อยเป็นพันครั้งเพื่อมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ดีที่สุด

Jony Ive เล่าว่า Steve Jobs เคยถาม Jony ว่า ได้ Say No ไปกับเรื่องอะไรไปจำนวนเท่าไหร่แล้วบ้าง

Jony ตอบ Steve ว่า “ก็หลายเรื่องเลย เช่น เรื่อง 1,2,3….etc.”

Steve Jobs บอกว่า อันนั้นไม่เรียกว่าโฟกัส เพราะเรื่องที่คุณปฏิเสธ จริงๆแล้ว ในใจคุณก็รู้ว่าคุณไม่ได้สนใจมันขนาดนั้นอยู่แล้ว

ในนึกภาพว่า เวลาที่คุณมีไอเดียอะไรดีๆ คุณก็เฝ้าครุ่นคิดถึงมันตลอดเวลา ทุกเช้าที่ตื่นนอนก็ยังคิดเป็นอย่างแรก และมีแรงผลักดันมหาศาลที่อยากจะทำมัน

แต่สุดท้าย คุณเลือกที่จะปฏิเสธไอเดียนั้น เพราะคุณมีงานที่ต้องโฟกัสอยู่

นั่นแหล่ะ ความหมายของการโฟกัสในนิยามของ Steve Jobs

Skin in the Game

หน้าที่ของกัปตัน ผู้ขับเครื่องบิน คือ นำเครื่องบินและผู้โดยสารจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

ถ้าการเดินทางนั้นประสบความสำเร็จ ก็ถือว่าเป็นผลประโยชน์ ของผู้โดยสาร และตัวของกัปตันผู้ทำการบังคับเครื่องด้วย

และถ้ามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำให้เครื่องบินไม่สามารถไปถึงที่หมายได้ ตัวของกัปตันผู้บังคับเครื่องบินก็ได้รับผลลัพธ์ของความผิดพลาดนั้นเช่นเดียวกัน

ในกรณีนี้เราสามารถเรียกได้ว่ากัปตันผู้บังคับเครื่องบินมี Skin In The Game

หรือถ้าจะอธิบายแบบสั้นๆก็คือ คนที่มี Skin In The Game คือคนที่ได้รับผลลัพธ์ มีส่วนร่วมในความเสี่ยงทุกการกระทำไม่ว่าจะออกมาเป็นด้านบวกหรือลบ

ในมุมของการลงทุน
Concept ของ Skin In The Game จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราจะเลือกลงทุนในบริษัทที่ผู้บริหารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เพราะเรารู้ได้ว่าตัวของผู้บริหารเอง ก็จะเป็นผู้ได้รับผลลัพธ์ของการกระทำทุกอย่าง หรือเรียกง่ายๆว่า ตัวของผู้บริหารอยู่บนเรือลำเดียวกับนักลงทุน

แน่นอนว่าตัวผู้บริหารจะทำงานและบริหารงานอย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยง ผลลัพธ์ ที่ผิดพลาด และขาดทุน

นักวิเคราะห์และโบรกเกอร์ที่ให้ความเห็นกับเรา ว่าควรจะลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ต่างๆ ไม่เรียกว่า เป็นผู้ที่มี Skin In The Game เพราะทุกๆการกระทำที่เราได้ตัดสินใจลงทุนไป คนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ทางเดียว ถึงแม้เราจะทำการลงทุนที่ขาดทุน คนเหล่านี้ก็ยังได้รับผลประโยชน์จากค่าคอมมิชชั่นอยู่ดี นับเป็นเหตุผลว่าทำไมเราไม่ควรให้น้ำหนักกับความเห็นหรือคำแนะนำจาก โบรกเกอร์และนักวิเคราะห์มากเกินไป

ดังเช่น Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือชื่อ Skin In The Game ได้กล่าวว่า

Those that do not take risks should never be involved in making decisions.

Nassim Taleb

นักลงทุน vs นักเก็งกำไร

Warren Buffet ได้เคยยกตัวอย่างความแตกต่างของ การเป็นนักลงทุน กับ นักเก็งกำไร โดยเปรียบเทียบกับการซื้อฟาร์มว่า…

ถ้าคุณเป็นนักลงทุน

เวลาที่คุณตกลงใจซื้อฟาร์มแห่งหนึ่ง คุณจะประเมินมูลค่าจากการคำนวณว่า จากวันนี้ไปอีก 10-20 ปี ฟาร์มแห่งนี้จะให้ผลผลิตออกมาได้ปริมาณเท่าไหร่ และเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่จ่าย ณ วันนี้ จะคุ้มค่าหรือไม่

ถ้าคุณเป็นนักเก็งกำไร

คุณจะซื้อฟาร์มแห่งนี้ ด้วยความคิดที่ว่า ในอนาคต ฟาร์มแห่งนี้น่าจะมีคนมาให้ราคาสูงขึ้นเท่าไหร่ โดยไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องผลผลิตที่ฟาร์มแห่งนี้จะสร้างได้เลย