ชีวิตดีขึ้นด้วย 5 วิธีง่ายๆ

หลังจากที่ได้ทดสอบกับตัวเอง ผมว่าเป็นวิธีการที่ Practical ไม่ยากเกินไป ทำให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

1.ตื่นให้เช้าขึ้นกว่าเดิม นั่นหมายถึงการเข้านอนให้เร็วขึ้นด้วย ถ้าจะให้ดีคือนอนหลับสนิทให้อยู่ในช่วงเวลา 22:00-2:00 จะดีมาก และควรนอนให้ถึง 7 ชั่วโมง นั่งสมาธิ หรือ เดินจงกรม ให้ได้วันละ 30 นาที ขึ้นไป หลังจากตื่นนอน ก่อนที่จะเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ให้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ ถือเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างดี

If you win the first hour of the day, you win the day.

2.งดการกินน้ำตาล หรืออาจจะเป็นการลดการกินหวาน กินขนมที่เป็นส่วนเกินที่นอกเหนือจากอาหารที่เป็นมื้อหลัก เวลากินกาแฟก็กินเป็นกาแฟดำ หรืออาจจะเติมน้ำผึ้งได้เล็กน้อย

3.เขียน Bullet Journal เป็นการช่วยให้เราได้ทบทวนและช่วยจัดระเบียบความคิด แพลนงานที่สำคัญ ตัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออกไป อีกทั้งเป็นการช่วยบันทึกไอเดียดีๆ ที่สามารถนำมาต่อยอดในอนาคตได้อีกด้วย

4.ทำ intermittent fasting คือการจำกัดการกินอาหารเป็นช่วงเวลา โดยมีการเว้นระยะระหว่างมื้อให้นานขึ้น อย่างน้อย 16 ชั่วโมง เช่นอาจจะกำหนดช่วงเวลากินที่ 6:00-14:00, 8:00-16:00 หรือ 12:00-20:00 เวลานอกเหนือจากนั้นดื่มได้แต่น้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีแคลอรี่ เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาเผาผลาญพลังงานสะสม กำจัดสิ่งที่ตกค้างในร่างกาย และฟื้นฟูตัวเอง

5.ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีทุกวัน อาจจะเป็นการวิ่งเบาๆ หรือการเต้นแอโรบิกแบบไหนก็ได้ให้เกิดการขยับตัวต่อเนื่องติดต่อกันครึ่งชั่วโมง-45นาที เป็นการออกกำลังแบบ Cardio เป็นการช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้มีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างระบบหายใจให้แข็งแรง

ลองไปปรับใช้กันดูครับ 😉

ไอเดียจาก Walden (Readery ep.85)

เมื่อสัก 2 อาทิตย์ก่อน ผมได้ฟัง Readery Podcast ที่พูดเกี่ยวกับหนังสือที่มีชื่อว่า Walden เขียนโดยนักเขียนชื่อว่า Henry David Thoreau

โดยส่วนตัวแล้วผมยังไม่มีโอกาสได้อ่านเล่มนี้ เพราะยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ซื้อมาแล้วแต่ยังอ่านไม่หมด แต่คิดว่า Walden ก็น่าจะเป็น next reads อันนึงแน่นอน

มี 2 ไอเดียในหนังสือที่พี่โจ้ พี่เนท เอาแชร์ให้ฟังแล้วรู้สึกชอบมากก็คือ

เรื่องที่ Thoreau พูดว่า

“จงใส่เสื้อเก่าไปทำงาน” เพราะงานที่สำคัญ งานที่ต้องทำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องซื้อเสื้อใหม่  

และ

“ให้ระวัง ต้องไปงานใดก็ตาม ที่ทำให้คุณต้องซื้อเสื้อตัวใหม่” เพราะงานนั้นจะเป็นงานที่ไร้สาระ และไม่มีความจำเป็นในชีวิตคุณ

ซึ่งถ้าลองมาคิดถึงคำพูดนี้ กับชีวิตตัวเองดูจริงๆ แล้ว ก็คงเป็นจริงอย่างที่ Thoreau ว่า

ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ต้องพบปะผู้คนมากมาย งานเหล่านี้มักจะเป็นตัวการที่กระตุ้นให้คนอยากซื้อเสื้อใหม่ เพราะคิดว่าคนอื่นมองเรา สนใจเรา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พอถึงในงานจริงก็ไม่ได้มีใครมานั่งสนใจเรื่องพวกนี้เลย (และถ้าคิดดูดีๆ หลังจากผ่านงานพวกนี้ไปแล้ว ตัวเราเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราใส่ชุดไหน แต่งตัวยังไง นับภาษาอะไรที่คนอื่นต้องมานั่งจำ)

เปลือกนอกพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำชม คำนินทา ความคิดเห็นของคนอื่นมันไม่ได้มีความหมายกับแก่นสารของชีวิตเราเลย

อีกไอเดียนึงที่ชอบก็คือ “การเดินทางด้วยเท้าจะไปได้เร็วที่สุด” ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะมีคำถามว่า ถ้าไปด้วยพาหนะอย่างอื่นมันเร็วกว่าไม่ใช่หรือ?

พี่โจ้อธิบายสั้นๆ โดยยกตัวอย่างว่า สมมติว่าเราจะไปเชียงใหม่ แน่นอนว่านั่งเครื่องบินไปได้เร็วกว่า แต่วันที่เราตัดสินใจว่าจะไป ถ้าเราเดิน เราสามารถออกเดินไปได้ในนาทีนั้นเลย

หากเราเลือกที่จะไปด้วยเครื่องบิน เราต้องไปสมัครงาน ไปหาเงินมาซื้อตั๋วเครื่องบินก่อน ซึ่งในบริบทนี้การเดินย่อมถึงก่อนแน่นอน

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆ ไอเดียที่อยู่ใน ep.85 นี้ อยากให้ลองไปฟังกันดูครับ 🙂

วิธีการสังเกต SCAM

Frank Abagnale ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านการป้องกันโจรกรรมทางการเงินของ FBI ได้มาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นการ Scam จากสายที่โทรหาเราโดยผู้ไม่ประสงค์ดี อยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ

1. มีการเรียกร้องให้โอนเงิน เวลาที่มีคนโทรมา แล้วแจ้งว่าเรามีการทำผิด ต้องจ่ายค่าปรับ หรือต้องเสียค่าธรรมเนียม อะไรบางอย่าง

วิธีการแบบนี้จะมาพร้อมกับ อารมณ์ของความรีบเร่ง เพื่อให้เรามีโอกาสได้ใช้เวลาไต่ตรองน้อยลง เช่น ให้รีบโอนเงินทางตู้ atm  หรือให้บอกเลขด้านหลังของบัตรเครดิต ตอนนี้เดี๋ยวนี้

2. มีการโทรมาขอข้อมูลส่วนตัว เช่นชื่อนามสกุลจริง วันเดือนปีเกิด เลขบัตรเครดิต และเลขบัตรประชาชน

เราสามารถฟันธงได้ก่อนเลยว่า ไม่ได้เป็นการโทรจากหน่วยงานจริง เพราะการที่จะมีใครมาขอข้อมูลส่วนตัว ต้องเกิดจากการที่เราเป็นฝ่ายโทรไปหา หน่วยงานนั้นๆ เองเช่น ธนาคาร หรือผู้ให้บริการ โทรศัพท์มือถือ

หากสายที่โทรเข้ามาเข้าข่ายใน 2 ข้อนี้ ให้ตัดสายทิ้งไปได้เลย

Permission Marketing

ลองจินตนาการดูครับ

คุณเป็นมุนษย์ในวัยทำงานคนหนึ่ง มีปัญหาในการทำงาน มีความเครียด พักผ่อนน้อย มีปัญหาการนอนไม่ค่อยหลับ

ในช่วงกลางวันของวันหยุดวันหนึ่ง หลังจากที่คุณได้สะสางภาระกิจประจำวันเสร็จแล้ว คุณรู้สึกเหนื่อยล้า และต้องการเอนหลังเพื่อจะนอนพักสายตาสักประมาณ 40-60 นาที

ทันใดนั้น ก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น

คุณก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในวันหยุดแบบนี้ คนที่กล้าจะโทรมารบกวน คงมีแต่เรื่องด่วนจากคนในครอบครัวเท่านั้น

จากที่กำลังเคลิ้มจะหลับได้แล้ว คุณรีบลุกจากโซฟา พุ่งตรงมาที่โทรศัพท์

เมื่อมองไปที่โทรศัพท์เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แต่ก็เลือกที่จะรับเพราะอุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแล้ว

ปลายทางของสายพูดขึ้นว่า…

สวัสดีค่าาา… ดิชั้นโทรจากธนาคาร….. เรียนสายคุณ….. พอดีมีโครงการเงินฝาก, บัตรเครดิต, เงินด่วน, ประกันชีวิต อยากจะเรียนนำเสนอค่ะ…. ไม่ทราบว่าพอมีเวลาสะดวกคุยมั้ยคะ?

………..&8$**!!

ผมเคยดูงาน Talk ของ Gary Vaynerchuck เจ้าของ Digital Agency ชื่อดัง ได้ถามไปยังกลุ่มผู้ฟังว่า

ทุกวันนี้มีใครยังดูโฆษณาโทรทัศน์อยู่บ้าง?

ปรากฏว่า ไม่มีคนยกมือแม้แต่คนเดียว

Gary ถามต่อ “มีใครบ้างในห้องนี้ เวลามีคนโทรเข้ามา จะรู้สึกอารมณ์เสีย และหงุดหงิดทุกครั้ง?”

คราวนี้ ทุกคนในห้องยกมือเกือบหมด

ในยุคที่เรามีทางเลือกมากขึ้น มากกว่ายุคใดตั้งแต่ที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้น

เราให้คุณค่ากับเวลามากกว่าเดิม การทำการตลาดแบบเดิมๆ ที่คอยรบกวน ขัดจังหวะ และเรียกร้องความสนใจ จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

บริษัท และเจ้าของสินค้าเจ้าใด จะเอ่ยปากขอเวลาเราเพื่อเสนอขายสินค้าก็ดูเป็นเรื่องที่ผิดกาละเทศะ

ด้วยความที่เรามีตัวเลือกที่มีเป็นร้อยเป็นพัน การเลือกที่จะไม่แคร์ ไม่สนใจก็ดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเรา

เพราะเราไม่เสียโอกาสอะไรแม้แต่นิดเดียว หากเราเลือกที่จะไม่สนใจ

(*อธิบาย* เราไม่ได้ติดหนี้ แบรนด์, บริษัท หรือสินค้าใดๆ… แล้วคุณกล้าดียังไง ที่อยู่ดีๆ เดินมาขอเวลาอันมีค่าจากเรา หน้าที่ของคุณคือ “ทำตัวให้น่าสนใจเอง” แล้วถ้าเราเห็นว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าพอ เราจะให้เวลา หันมาสนใจเอง)

นั่นเป็นที่มาว่า ทำไมการทำ Content Marketing จึงสำคัญ

การทำ Content Marketing ได้เข้ามาสร้างคุณค่าอะไรบ้างให้กับลูกค้า การสร้างเนื้อหา และการทำกิจกรรมในหัวข้อที่ลูกค้ามีความสนใจเป็นทุนอยู่แล้ว จึงเป็นวิธีที่ฉลาด ไม่รุกราน ไม่ก้าวก่าย ความเป็นส่วนตัว

หากลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าหรือการให้บริการใดมีคุณค่าพอ

เค้าจะ “อนุญาต” ให้บริษัทนั้นๆ นำเสนอใน step ต่อไปเอง

แต่ถ้าบริษัทใดยังยืนยันที่จะใช้วิธีการแบบเก่า Approach ลูกค้าแบบ Hard Sale ขอเวลา รบกวนเวลา โดยที่ไม่ได้แคร์ว่าลูกค้าจะมีธุระ หรือติดภาระกิจอื่นอยู่ ใช้วิธีการ Telesales แบบหว่านแห ไร้มารยาท

ก็คงไม่พ้น ที่จะต้องเตรียมตัวหายออกจากตลาดไปแบบไม่ต้องสงสัยเลย

Social Media

ในยุคก่อนที่จะมี Social Media
เราถูกจำกัดด้วยช่องทางการสื่อสาร
เราล้วนถูกสื่อครอบงำด้วยข้อมูลทางเดียว

ทำให้เราไม่กล้าคิด ไม่กล้าออกความเห็น
ทำให้เราคล้อยตาม และพร้อมจะทำตามคนส่วนใหญ่
ทำให้เราไม่แน่ใจในความคิดของตัวเอง
ทำให้เราไม่กล้าตั้งคำถาม แม้ว่าบางสิ่งจะขัดกับความรู้สึกของเราก็ตาม

ในวันนี้

Social Media ทำให้เราพบกับคนที่มีความคิดแบบเดียวกับเรา
Social Media ทำให้เราพบกับคนที่คิดต่างจากเรา
Social Media ทำให้เรารู้ว่าเรามีทางเลือก
Social Media ทำให้เรากล้าแสดงความคิดเห็น
Social Media เข้ามาทำลายกำแพงความเชื่อแบบเก่า
Social Media ทำให้เราเห็นความจริงอีกด้าน
Social Media ทำให้คนไม่สามารถซ่อนคำโกหกได้อีกต่อไป
Social Media ไม่ได้เข้าเปลี่ยนความเป็นตัวตนของเรา
Social Media แค่เข้ามาขยายความเป็นตัวเราออกไปให้คนอื่นเห็นมากขึ้น

ความเห็นของเราดังมากขึ้น
สิทธิเสรีภาพของเรามากขึ้น
ข้อมูลที่เราได้รับกว้างมากขึ้น

กรอบความคิดแบบเดิมจะล้าสมัย
คำหลอกลวงแบบเดิมจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป

คนจะรู้จักคิดมากขึ้น
คนจะฉลาดมากขึ้น
แม้แต่คนที่เลือกอยู่กับความโง่ก็จะฉลาดขึ้นเช่นกัน