ฟองสบู่ DotCom

คำว่า “บริษัทเติบโตเร็ว” ไม่ใช่เรื่องใหม่

หุ้นของบริษัทเติบโตเร็ว ถูกจัดอยู่ในหุ้นกลุ่มที่นักเก็งกำไร ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ ราคาหุ้นของบริษัทประเภทนี้ ปรับตัวสูงขึ้น?

ราคาของหุ้นมักจะมีการปรับตัวสูงต่อเนื่อง บนความคาดหวังของการเติบโตในอนาคต สร้างผลกำไรให้นักลงทุน และนักเก็งกำไรอย่างรวดเร็ว

เป็นเรื่องยากในการวัดมูลค่าของบริษัทประเภทนี้ โดยเฉพาะถ้าเป็นธุรกิจแบบใหม่ และไม่เคยมีมาก่อน

ช่วงปี 1990s

ในยุคนั้นอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ใหม่มาก  คำว่า “การเชื่อมต่อโลกทั้งใบ” และ “การเติบโตแบบก้าวกระโดด” ถูกนำมาเป็นคำโฆษณาล่อใจนักลงทุน ให้เอาเงินมาซื้อหุ้นของบริษัท

เพียงแค่มีบริษัทแล้วก็เติมคำว่า “DotCom” ลงไปที่ชื่อ ก็ทำให้ราคาของหุ้นบริษัทนั้น ปรับตัวสูงขึ้นทันที

มีบริษัท “DotCom” มากมาย ใช้เงิน ถึง 90% ที่ได้จากการระดมทุน เอามาใช้ในกิจกรรมโฆษณา เพื่อจุดประสงค์ให้มีคนเอาเงินมาลงทุนเพิ่ม มากกว่าการที่จะเอามาประกอบธุรกิจจริงๆ

ทุกสำนักข่าว พูดถึงแต่โอกาสในอนาคต ดัชนีของตลาดหุ้น Nasdaq ปรับตัว สูงขึ้นมากกว่า 5 เท่า ในช่วงปี 1995-2000

จนในปี 2001 มีหลายบริษัท ที่ “ในความเป็นจริงแล้ว” ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีอะไรเลย แต่ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อระดมทุนเป็นหลัก แน่นอนว่า ย่อมไม่ได้สร้างผลกำไรตามที่นักลงทุนคาดหวัง สุดท้ายกลายเป็นบริษัทที่ไม่มีมูลค่า และต้องปิดตัวไป

ประกอบกับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างมีนัยยะสำคัญ ก็ทำให้ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Dell และ Cisco นำหุ้นของตัวเองออกมาขายเพื่อทำกำไรบางส่วน

ส่งผลให้ราคาของตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นฟองสบู่แตกในที่สุด

 

สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ

ราคาในตลาดหุ้น ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอก “มูลค่าที่แท้จริง” ของบริษัท

แต่เป็นผลสะท้อน จาก เรื่องราวที่ถูกบอกเล่า เกี่ยวกับบริษัทในขณะนั้นมากกว่า

ความผิดพลาด

ยังจำครั้งแรกที่ฝึกขี่จักรยานได้ไหม
เราเริ่มขี่จักรยาน 4 ล้อ
จากนั้นเราก็ล้ม
พอเริ่มคล่อง
เราก็เปลี่ยนมาเป็นจักรยาน 2 ล้อ
จากนั้นก็ ล้ม อีกหลายครั้ง
และถึงแม้ในวันที่เราชำนาญขึ้น เราก็ยังอาจจะล้มได้อีก

ธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์เป็นแบบนี้มาตลอด

ลองทำ-ลองผิด-เห็นผลลัพธ์-ทำให้ดีขึ้น-ทำผิดพลาด-ลองใหม่ และก็วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

“ความผิดพลาด” เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

แต่ระบบการศึกษา กลับสอนให้เรากลัวที่จะผิดพลาด

เรามักถูกตั้งคำถามว่า
“ทำไมถึงไม่ได้ A?”
“ทำไมถึงไม่ได้เกรด 4?”
“ทำไมถึงสอบไม่ได้ที่ 1 หรือได้เลขตัวเดียว?”

เราถูกทำโทษเวลาคิดที่จะทำอะไรนอกเหนือจากคำสั่ง บางครั้งมันไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่มัน “แตกต่าง”

ระบบการศึกษาสอนให้เราทำตาม สอนให้เรายอมรับสภาพ สอนให้เราอยู่ในการควบคุม สอนให้เราหยุดตั้งคำถาม

คนที่ทำผิดพลาดในระบบการศึกษา ถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่มีความสามารถ ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จ

ในความเป็นจริง เวลาไปฟังสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพในหลายแขนง

ไม่มีคนไหนเลย ที่บอกว่าไม่เคยทำผิดพลาด และไม่คิดต่าง

ในประเทศอเมริกา มีกีฬาประเภทนึง เรียกว่า สเก็ตสกี (Skate Skiing)

Matt อดีตนักสเก็ตสกีที่ได้แชมป์โอลิมปิก ได้บอกว่ากุญแจความสำเร็จของกีฬานี้ คือ “ใครโน้มตัวมาข้างหน้าได้มากกว่า คนนั้นจะมีโอกาสชนะมากกว่า”

หากไม่โน้มตัว สกีจะไม่เคลื่อนที่
หากโน้มตัวมากเกินไปจะหกล้ม

เป็นไปไม่ได้เลย ที่ผู้ชนะการแข่งขัน จะไม่เคยผิดพลาด หกล้มหน้าทิ่ม ในการฝึกซ้อม

ในทางกลับกัน การที่พวกเขาชนะในการแข่งขัน เพราะหกล้มมานับไม่ถ้วนแล้วต่างหาก

หินแกะสลัก

ชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ในแต่ละวันของเรา

หากชีวิต เปรียบได้เหมือนกับ “หินแกะสลัก” ในทุกๆวัน เราเป็นผู้ลงมือใช้สิ่วกะเทาะหินออกไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ตั้งใจ บางครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจ

แต่ทุกครั้ง “เวลา” ซึ่งเปรียบได้กับเศษหินที่หลุดร่วง ก็ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้

การกระทำของเรา ไม่มีครั้งไหนเลยที่สูญเปล่า การลงมือสลักหินแห่งชีวิต ไม่ว่าหนักหรือเบา จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

หลายๆครั้ง เราปล่อยเวลาผ่านเลย ให้กระแสชีวิต กระแสสังคม นำพาเราไปอย่างไร้ทิศทาง เหมือนให้คนอื่น มากระเทาะหินแกะสลักแห่งชีวิตของเรา ออกไปแบบไม่มีเป้าหมาย พอมารู้ตัวอีกที หินแกะสลักก้อนนั้น ก็บิดเบี้ยว ผิดรูปจากแผนที่เคยวางไว้

ชีวิตนั้นประกอบไปด้วยเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้มากมาย สร้างปัญหา ความวุ่นวาย บางครั้งก็ส่งผลให้ตัวเราเองเป็นผู้ลงมือแกะสลักผิดพลาดไป

แต่สุดท้าย ถ้าเราตระหนักได้ว่า “ตัวเราเองนี่แหล่ะ” เป็นผู้ถือสิ่วกับค้อนอยู่ในมือ เราสามารถ เปลี่ยนแปลง “หินแกะสลักก้อนนั้น” ให้กลับมาดีขึ้นได้เสมอ

ความเป็น Authenticity

คำว่า Authenticity หากแปลตาม Dictionary คือ เนื้อแท้, สิ่งที่แท้จริง, ตัวตนที่แท้จริง

ในสังคม เราพยายามแสดงออกถึงความเป็นตัวตน ผ่านช่องทางการสื่อสารทั้ง offline และ online บางคนก็แสดงความหยาบคาย(แล้วบอกว่าจริงใจ) และบอกว่านี่คือความเป็น Authenticity ของตัวเอง

ในการทำธุรกิจ บริษัทพยายามประกาศว่า ตัวเองมีความเป็น Authentic และ Authenticity ของบริษัทคือ 1…2…3 …ฯ

คำถามคือ Authenticity มีจริงมั้ย?

ผมได้ฟังสัมภาษณ์ของ Seth Godin นักคิดนักเขียนชื่อดัง กล่าวว่า เขาไม่คิดว่า Authenticity มีอยู่จริง หรือถ้ามีอยู่จริง ตัวตนแท้จริงของเราที่แสดงออกทุกอย่างแบบที่ตัวเองรู้สึก ก็คงเป็นช่วงที่ยังต้องขับถ่ายใส่ผ้าอ้อม ร้องโวยวาย เวลาที่อยากได้อะไร และนั่นคือครั้งล่าสุดที่เราแสดงความเป็นเนื้อแท้ของเราออกมา

หลังจากที่พอรู้เรื่องรู้ราว เราถูกป้อนข้อมูล เราถูกสั่งสอนโดยพ่อแม่ เราผ่านขบวนการขัดเกลาจากสังคม

เราพูด เราเดิน เราแต่งตัว เราปฏิบัติต่อผู้อื่น บนจุดประสงค์ที่อยากจะให้คนอื่น “มองเราเป็นเช่นไร”

แต่ถ้าจะให้นิยาม คำว่า Authenticity ในแง่ของการทำธุรกิจ ก็คงหมายถึง สิ่งที่เราสัญญา สิ่งที่เรายึดมั่น สิ่งที่เราทำเพราะเราบอกว่าจะทำ สิ่งที่เราทำสม่ำเสมอ ต่อเนื่องเป็นนิสัย จนตัวของเราเองเชื่อว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

การให้ผู้อื่น หรือลูกค้า รู้ถึงความเป็น Authenticity ไม่ใช่การป่าวประกาศ หรือออกเป็น Mission statement

แต่เป็นการให้ผู้อื่นรับรู้ ผ่านการกระทำ ซ้ำๆ ต่อเนื่อง และเป็นเวลานานต่างหาก

บริษัทที่ออกประกาศถึงจุดยืน ผ่านคำพูดสวยหรู ว่า “เราจะอยู่เคียงข้างลูกค้า” “เราจะเป็น Solution Provider” “เราซื่อสัตย์” “เรามั่นคง”…ฯ

คำพูดเหล่าเป็นเพียงคำโฆษณา หากปราศจากการกระทำที่ต่อเนื่อง

บางทีการที่บริษัทออกมาบอกตรงๆ ว่า ทำเพื่อผลกำไรเป็นหลัก, พร้อมจะหักกับลูกค้าทันทีเมื่อเสียผลประโยชน์, พร้อมจะปิดบัญชีทันทีหากมีการซื้อน้อยกว่าเท่านั้นเท่านี้…ฯ

อาจจะดูจริงใจกว่า แถมไม่ต้องสร้างความเป็น Authenticity อะไรขึ้นมาใหม่

และที่สำคัญ คงไม่มีใครถือสาความคิดแบบเด็กที่ยังถ่ายรดผ้าอ้อม…จริงมั้ย?

วิธีการเรียนที่ถูกต้อง (How to study)

อะไรคือวิธีการเรียนที่ถูกต้อง?

นั่งฟังอาจารย์สอนในห้อง พยายามจำข้อมูล และจดตาม

พอถึงเวลาใกล้สอบ

สิ่งที่ทำก็คือ อ่านหนังสือหลายๆรอบ,ไฮไลท์ข้อความที่สำคัญ,ทำ Short note และท่องจำสิ่งที่น่าจะออกสอบ

ซึ่งวิธีการที่กล่าวมา Dr.Cal Newport ผู้เขียนหนังสือชื่อ “How to Be A Straight A Student” ได้กล่าวว่าเป็นวิธีการเรียนที่ผิดวิธี

 

จากการสังเกตนักศึกษาที่ได้เกรดเฉลี่ยที่ดี ส่วนใหญ่จะใช้วิธีที่แตกต่างออกไป

นักเรียนเหล่านั้น จะมองการเรียนเป็นเหมือนกับว่า “ตัวเองต้องเป็นผู้สอนซะเอง”

แล้วถ้าต้องเป็นผู้สอน อะไรคือสิ่งที่จำเป็นต้องรู้? แล้วจะสอนอย่างไร?

จากนั้นก็พยายาม Lecture หัวข้อ และพยายามอธิบายออกมาด้วยวิธีของตัวเอง

การเรียนด้วยวิธีแบบนี้ เราจะรู้เลยว่า “เรารู้เรื่องที่สอนนี้จริงรึเปล่า?”
“เราสามารถที่จะประติดประต่อเนื้อหา เข้าใจ และสามารถย่อยออกมา เพื่ออธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้หรือไม่”

สรุปก็คือ เรียนให้เข้าใจถึงขนาดที่ไปสอนผู้อื่นได้นั่นเอง

 

Dr.Cal Newport กล่าวว่า ลองนึกถึงการเรียนคณิตศาสตร์ มันเป็นการยากที่จะอธิบายที่มาของสูตรคำนวณต่างๆ  เมื่อเทียบกับการท่องจำสูตรๆนั้นเลย

แต่ถ้านักศึกษาสามารถทำสิ่งที่ยากนี้ได้แล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะสามารถแก้โจทย์อื่นๆต่อไป

วิธีการแบบนี้เรียกว่าการเรียนแบบ Active Recall ซึ่งจะมีความยาก และใช้เวลานานในตอนเริ่มต้น แต่เมื่อทำได้แล้ว ก็จะจดจำได้ไปตลอด ต่างจากวิธีการที่คนส่วนใหญ่ใช้ (นั่นก็คือ Passive Recall) ซึ่งต้องกลับมาเปิดอ่านดูใหม่ทุกครั้งที่ต้องใช้

เหมือนกับคำพูดนึงที่ว่า

ถ้าคุณอยาก รู้ เรื่องนั้น คุณต้อง อ่าน
ถ้าคุณอยาก จำ เรื่องนั้น คุณต้อง เขียน
ถ้าคุณอยาก เก่ง เรื่องนั้น คุณต้อง สอน