การเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน

วิธีที่จะเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนสามารถทำได้ 3 วิธี คือ

  1. เลือกหุ้นให้ดีขึ้น
  2. เลือกจังหวะเวลาการซื้อให้ดีขึ้น
  3. เลือกที่จะกระจายความเสี่ยง

วิธีที่ 1 กับ 2 เป็นวิธีการที่ยาก และมีปัจจัยหลายอย่างที่ควบคุมไม่ได้ อย่างวิธีที่ 1 ถึงแม้จะเลือกหุ้นถูกตัว แต่จังหวะเวลาในการเข้าซื้อที่ไม่ดี อาจจะทำให้หุ้นดีตัวนั้น ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีก็เป็นได้

วิธีที่ 3 การกระจายความเสี่ยง เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ผ่านการลงทุนในหุ้นมากกว่า 1 ตัว อาจจะเป็นหุ้นในประเทศ – ต่างประเทศ รวมไปถึงลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ

ในหนังสือ Money master the game เขียนโดย Tony Robbins แนะนำอัตราส่วนการกระจายความเสี่ยงใน Port การลงทุน (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ Ray Dalio) ไปตามสินทรัพย์ต่างๆ ได้ดังนี้

  1. หุ้น 30%
  2. พันธบัตรระยะยาว 40%
  3. พันธบัตรระยะกลาง 15%
  4. ทองคำ 7.5%
  5. Commodity 7.5%

ซึ่งอัตราส่วนนี้ ได้ผ่านการคำนวณ Back test ย้อนหลังไป 75 ปี

ผลลัพธ์ที่ได้มีผลตอบแทนที่สามารถชนะตลาดได้ถึง 85% ส่วนครั้งที่แพ้ตลาด Port การลงทุนก็จะเสียหายเฉลี่ยไม่ถึง 2%

สิ่งสำคัญของชีวิต

มีขอทานคนหนึ่ง นั่งขอเงินคนที่เดินผ่านไปมาอยู่เป็นประจำ สมบัติอย่างเดียวที่เขามี เป็นเพียงกล่องใบหนึ่งเขานั่งทับอยู่

สิ่งที่เขาต้องการในแต่ละวันคือเงินบริจาค 5 บาท 10 บาท จากคนที่เดินผ่าน

จนเวลาล่วงเลยไปถึง 30 ปี มีผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

ขอทานคนนี้ก็ปฏิบัติตัวเหมือนเดิมคือ อ้อนวอนขอเงินจากผู้ชายคนนี้

 

แต่สิ่งที่แปลกไปมากกว่าทุกครั้งคือ

ชายคนนี้เอ่ยปากถามขอทานว่า “มีอะไรอยู่ใน กล่องที่ท่านนั่งทับอยู่หรือ?”

ขอทานตอบกลับ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะนั่งทับอยู่แบบนี้มา 30 ปีแล้ว”

“แล้วท่านไม่คิดจะเปิดออกดูหน่อยหรือ” ชายคนนั้นถามขอทานกลับ

เมื่อได้ฟังตามนั้น ขอทานเลยลองเปิดกล่องใบเดิมที่เขานั่งทับมาเป็นเวลา 30 ปี ก็พบว่า ในกล่องมีทองคำบรรจุอยู่มากมาย!

 

ในหนังสือ The Power of Now ที่เขียนโดย Eckhart Tolle ได้อุปมา อุปมัย เรื่องของขอทานนี้ไว้ว่า

สิ่งที่มีค่า และเป็นสิ่งที่มีความหมายสูงสุดที่มนุษย์จะมีได้ อยู่กับตัวเราทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตเห็น

นั่นก็คือ “ปัจจุบันขณะ (Present Moment)” 

ทุกๆ วันเราพยายามออกไปเสาะแสวงหา สิ่งนอกกาย ที่มีคุณค่าน้อยกว่า เพียงเพราะเราคิดว่ามันจะนำมาซึ่งความสุข

หากเรารู้จักที่จะตั้งคำถามว่า “ทำไม” ก็จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ว่าอะไรคือเบื้องลึกของสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง

ตัวอย่างตามบทสนทนาของชาย 2 คนนี้

 

Q: ท่านต้องการอะไรในชีวิต?
A: ข้าต้องการเงิน 30 ล้าน

 

Q: ทำไมท่านถึงต้องการเงิน 30 ล้าน?
A: เพื่อที่ข้าจะได้มีอิสรภาพจากงาน และมีเวลามากขึ้น

 

Q: ทำไมท่านถึงต้องการมีอิสรภาพ และมีเวลามากขึ้น?
A: เพื่อที่ข้าจะได้มีช่วงเวลาเป็นของตัวเอง และได้อยู่กับตัวเองน่ะสิ

 

ถ้าลองค้นดูความต้องการของมนุษย์ สุดท้ายแล้วเราทุกคนล้วนต้องการมี ชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ

เราทำทุกอย่างเพื่อตัดความกังวล ตัดความขุ่นมัว และสร้างความสบายใจ

ในหนังสือ The Bullet Journal Method มีเขียนประโยคนึงที่ผมชอบมาก

คุณภาพของเวลาตัดสินได้ด้วยความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันของเรา

ถ้ามีโอกาส ก่อนจะตกลงปลงใจว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ ลองถามตัวเองว่า “ทำไม” สัก 3 ครั้งน่าจะดี 🥰

The Bullet Journal Method : วิถีบันทึกแบบบูโจ

ผมเป็นแฟน Podcast ของ Readery Podcast มาตั้งแต่ ep แรก และในหลายๆ ep ก็เปิดฟังมากกว่า 1 รอบ อย่างเช่น epนี้ The Bullet Journal Method: วิถีบันทึกแบบบูโจ 

จริงๆ แล้วผมเคยได้ยินคำว่า Bullet Journal มาก่อนหน้านี้หลายปี แต่ก็เป็นการรู้จักแบบผิวเผิน และไม่ได้ใส่ใจ เพราะรู้สึกว่าการเขียน Journal มันเป็นอะไรที่ “ไม่ใช่เรา”

จนได้มาฟัง Podcast ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเพราะ พี่โจ้ พี่เน็ต รีวิวได้สนุกมาก 😀

 

สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อมาหนึ่งเล่ม ( แน่นอนว่าสั่งจาก Readery 🙂 ) แต่ก็เป็นการสั่งซื้อมาให้ภรรยาอ่าน เพราะในใจก็ยังแอบคิดว่า “ก็ไม่ได้สนใจขนาดต้องรีบอ่านก่อนหนิ”

พอภรรยาผมอ่านไปได้ครึ่งเล่ม ก็เดินมาบอกกับผมว่า “เธอต้องอ่าน และไปซื้อเล่มใหม่ของเธอเองด้วย” -_-

สุดท้ายกลายเป็นต้องซื้อทั้งหมด 2 เล่ม (ไรว๊าาา)

 

เมื่อได้รับหนังสือ(ที่สั่งซื้อใหม่อีกเล่ม) ผมก็รีบอ่านเลย เพราะอยากรู้ว่ามีอะไรดี จนภรรยาผมต้องเอ่ยปากพูดถึงตลอด

สิ่งที่ผมชอบมากกว่า เรื่องวิธีการทำ Bullet Journal ก็คือเหตุผลเบื้องหลังของการสร้างระบบนี้ขึ้นมา เนื้อหาในหนังสือเรียกได้ว่าสำคัญทุกบรรทัด หากต้องขีดเน้นข้อความที่ชอบ ในหนังสือก็คงเต็มไปด้วยรอยปากกา Highlight

เป็นไปได้ว่าคุณ Ryder Carroll ผู้เขียน ได้กลั่นกรองเนื้อหานี้มาหลายรอบแล้วผ่าน Journal ของตัวเอง ก่อนที่จะมาเรียบเรียงในหนังสือ

 

วันที่ลงโพสนี้ ผมเพิ่งลองเขียน Bullet Journal มาแค่ไม่กี่วัน ก็คงจะไม่ได้มารีวิวอะไรเกี่ยวกับการเขียน แต่อยากแชร์ถึงความประทับใจหลังจากที่ได้อ่านมากกว่า

อาจจะเว่อร์ไปสักนิด แต่ผมว่าเป็นหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยอ่านมาเลยก็ว่าได้

 

ขอปิดท้ายด้วยข้อความหลังปกหนังสือ ที่ผมชอบมากอีกอันนึงนะครับ 🙂

“ในยุคที่เทคโนโลยี แทรกซึมเข้ามาในทุกซอกมุมของชีวิต และเราค้นหาทุกคำตอบได้เพียงปลายนิ้ว เรากลับปล่อยให้คำถามสำคัญอย่างความหมายของชีวิตเราเองหล่นหาย เราหลงลืมอดีตและประสบการณ์อันทรงคุณค่า เราวิ่งไล่ตามจังหวะชีวิตในปัจจุบัน ทว่าสะดุดล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะข้อมูลและภาระหน้าที่มากมายที่กองไร้ระเบียบ โลกยุคใหม่กลืนกินเราจนไม่เหลือเวลาและเรี่ยวแรงจะวางแผนถึงอนาคตที่เราวาดฝันไว้อีกต่อไป”

กฏ 25-5 ของ Warren Buffet

เรื่องมีอยู่ว่า Mike Flynn นักบินส่วนตัวของ Warren Buffet ได้มาขอคำปรึกษา Buffet ว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จทั้งในอาชีพ และชีวิตส่วนตัว

Warren Buffet ได้ให้คำแนะนำที่มีชื่อว่า กฎ 25-5 (The 25-5 Rule) ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกบอกต่อออกไปจนโด่งดัง แม้ภายหลัง Buffet จะออกมาปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เป็นคนพูดก็ตาม

กฏ 25-5 ที่ว่านี้คือ

  1. เขียนรายการ 25 สิ่งที่เป็นเป้าหมายที่อยากจะทำ
  2. วงกลมรอบข้อที่คิดว่าสำคัญที่สุดมา 5 ข้อ
  3. กากบาทอีก 20 ข้อที่เหลือทิ้ง และไม่ต้องไปสนใจมันอีก

ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่ Buffet พูดออกมาจริงๆ แต่เว็บไซต์ใหญ่หลายเว็บ และหนังสือหลายเล่ม ก็เอาไปเขียนต่อกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็น กฏที่สามารถเอามาปรับใช้ได้จริง

ส่วนคำแนะนำที่ Buffet ที่เคยให้สัมภาษณ์ออกสื่อจริงๆ ก็ไม่ได้แตกต่างจากกฏ 25-5 สักเท่าไหร่ในแง่ของใจความสำคัญ

Warren Buffet ได้พูดว่า

“สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ล้มเหลว คือ คนที่ประสบความสำเร็จรู้จักเลือกที่จะปฏิเสธ”

สิ่งที่มีค่ามากที่สุดของมนุษย์คือ “เวลา” อันมีจำกัด เราไม่สามารถทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด การรู้จักเลือกที่จะปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ได้สร้างความหมายหรือคุณค่าให้กับชีวิต คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ

มีคนมากมายเข้าใจว่า ชีวิตของเราเปรียบเสมือน “ต้นไม้” ที่สามารถเจริญงอกงาม แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปได้ไม่สิ้นสุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตคนเราเป็นเหมือนกับ “Rose Bush” (พุ่มของดอกกุหลาบ) มากกว่า

เราจำเป็นต้องเลือกตัดบางดอกของพุ่มกุหลาบทิ้งไป เพื่อให้ดอกอื่นของกุหลาบพุ่มนั้น สามารถแบ่งบานได้อย่างสมบูรณ์ และสวยงาม

Priority vs Priorities

คำว่า Priority เป็นคำที่มีการใช้กันมาตั้งแต่ปีค.ศ 1400 ซึ่งมีความหมาย ว่า First thing หรือหมายถึง สิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่ต้องทำก่อน

จนผ่านมา 500 ปี ในปี ค.ศ. 1900 คำว่า Priority จากเดิมที่ใช้เป็นคำเอกพจน์ (ซึ่งแปลว่ามีได้แค่ 1) เริ่มถูกนำมาใช้ใน Term ที่เป็นพหูพจน์ คือ Priorities แปลได้ว่าสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดมากกว่า 1 อย่าง

ซึ่งในความเป็นจริง เป็นไปได้ยากมากที่คนเราจะสามารถโฟกัสสิ่งสำคัญได้มากกว่า 1 อย่าง ในแต่ละครั้ง

พออ่านเรื่องนี้ ก็เลยทำให้ผมนึกถึงเวลาตอนที่นั่งเครื่องบินโดยสาร ช่วงเวลาที่ลูกเรือสาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์บนเครื่อง จะมีประโยคนึงที่แทบทุกสายการบินจะพูดเหมือนกัน คือ

“Your Safety is our Priority” 

(ความปลอดภัยของผู้โดยสารคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง)

ถ้าพูดใน Term พหูพจน์ ก็คงจะเป็น

“Your Safety is one of our Priorities”

(ความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหนึ่งในหลายๆสิ่งที่เราให้ความสำคัญ)

ความปลอดภัยอาจจะไม่ต่างกัน แต่รู้สึกปลอดภัยไม่เหมือนกัน(แฮะ 😝)