ผู้นำที่ดี

ผมมีโอกาสได้ฟังสัมภาษณ์ผู้บริหารจากบริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งนึงพูดว่า ทางบริษัทมีนโยบาย Lay off คนที่มี Performance 10% ล่างสุดของบริษัทออก และ Reward คนที่มี Top Performance

เลยทำให้นึกไปถึงเรื่องในหนังสือของ Simon Sinek ที่มีชื่อว่า “Leaders eat last”

การที่เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดมาได้ ผ่านยุคที่ยากลำบาก จนมาถึงปัจจุบัน เพราะมนุษย์มีสิ่งนึงที่เรียกว่า “ความร่วมมือร่วมใจ (Trust and Cooperation)”

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องคอยช่วยเหลือกันในยามที่วิกฤต ถ้าในสมัยยุคมนุษย์ถ้ำ หากเราไม่ร่วมมือร่วมใจกันแล้ว เราจะตกเป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติ และสัตว์ที่จะเข้ามาทำร้าย เวลาที่เราต้องออกไปหาอาหาร เราต้องมีความไว้ใจคนที่อยู่ข้างหลังว่าจะดูแลคนรัก หรือครอบครัวเราได้

เรามองกลุ่มคนที่มาอยู่รวมกัน ช่วยเหลือกันว่าเป็น “ครอบครัว” เดียวกัน

แม้เวลาผ่านไปหลายพันปี ความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนไป เรายังต้องอยู่รวมกัน และช่วยกันต่อสู้สิ่งที่จะเข้ามาทำอันตราย เพียงแต่เราไม่ต้องออกไปทำสงคราม หรือต่อสู้กับสัตว์ป่า

องค์กรและบริษัทคือสถานที่ๆ คนมากมายมาอยู่รวมกัน เพื่อมีจุดร่วมในการบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง เพราะฉะนั้นการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ความรู้สึกปลอดภัย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ในแต่ละวันเราต้องต่อสู้กับปัญหาต่างๆที่เข้ามา ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องของยอดขาย ปัญหาเรื่องคู่แข่งขันทางธุรกิจ หากภายในองค์กรของบริษัทไม่มีความสามัคคีกัน ก็ยากที่จะผ่านปัญหาต่างๆไปได้

“บรรยากาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ” เป็นความรับผิดชอบของคนที่เป็นผู้นำองค์กรที่เปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัว ที่ต้องสร้างขึ้นมา

ในช่วงก่อนปี 1970 ยังไม่เคยมีประวัติการทำ Mass Layoff เกิดขึ้น วิธีการนี้เพิ่งจะเริ่มมาเป็นที่นิยมมากในช่วงปี 1980-1990 แถมผู้บริหารที่ใช้วิธีการบริหารแบบนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักบริหารคน” ชั้นยอดอีก

วิธีการบริหารแบบ Layoff คนที่มี Performance ไม่ตรงตามเป้าหมายของบริษัทก็กลายมาเป็นเรื่องปกติในปี 2000 เป็นต้นมา

จริงแล้วๆ วิธีการนี้เป็นวิธีที่ผิดธรรมชาติของการอยู่รอดของมนุษย์ การบอกให้คนในองค์กรต้องแข่งขันกันเองเพื่อความอยู่รอด เป็นเหมือนการบอกว่าที่จริงแล้ว “เราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน เราคือศัตรูกัน”

ลองนึกภาพว่าบรรยากาศในการทำงานขององค์กรนั้นๆจะเป็นอย่างไร

ในทุกๆวัน นอกจากต้องต่อสู้ภัยจากภายนอกแล้ว เรายังต้องต่อสู้กันเองในบริษัท

แน่นอนว่าการกระตุ้นแบบนี้ ย่อมส่งผลให้ตัวเลขของบริษัทดูดีขึ้น แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็มองเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก และพร้อมที่จะทำร้ายคนในองค์กรเดียวกัน เมื่อภัยใกล้มาถึงตัวเอง

Simon Sinek เล่าถึง 2 บริษัท สมมติว่า บริษัทA กับ บริษัทB

ในตอนที่ทั้งสองบริษัท ต้องประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ

ผู้บริหารของบริษัท A เลือกที่จะทำ Mass Layoff เพื่อรักษาตัวเลขของบริษัท

ผู้บริหารของบริษัท B เลือกที่จะรักษาคนไว้ และไม่ไล่ใครออก แต่มีข้อแม้ว่า ทุกตำแหน่งของบริษัทตั้งแต่ CEO จนถึงตำแหน่ง Junior ที่สุด ต้องลาพักร้อนโดยไม่มีเงินเดือนคนละ 4 สัปดาห์ เพราะการช่วยกันแบ่งเบาภาระกันคนละนิดย่อมดีกว่าต้องเสียสละใครออกไป

ทันทีที่บริษัทB มีการสื่อสารแบบนี้ ทำให้คนในองค์กรรู้สึกถึงความปลอดภัย เมื่อรู้สึกปลอดภัยทุกคนก็รู้สึกเชื่อใจกัน พอทุกคนเชื่อใจกัน สุดท้ายก็กลายมาเป็นความร่วมมือร่วมใจ

แต่ละคนในบริษัทB ก็เริ่มมีการแลกเปลี่ยนวันหยุดกัน ใครเดือดร้อนมากก็ได้รับการแลกเปลี่ยนวันหยุดกับคนที่เดือดร้อนน้อย ซึ่งกลไกธรรมชาตินี้เกิดขึ้นเองเวลาคนในองค์กรรู้สึกปลอดภัย ทุกคนจะอยากดูแลซึ่งกันและกัน ทุกคนจะตระหนักได้เองว่า การที่จะอยู่รอด เราต้องร่วมแรงร่วมใจกัน

ทันใดที่วิกฤติผ่านพ้นไป บริษัทB ก็กลายเป็นบริษัทที่มีพนักงานที่จงรักภักดีต่อองค์กร มีกำไร และมีผลประกอบการที่สูงขึ้นกว่าบริษัทA อย่างมาก

เราเข้าใจมาตลอดว่า การปล่อยให้คนแข่งขันกันเองจะทำให้บริษัทได้ผลประโยชน์ เพราะคนจะแย่งกันสร้างผลงาน ทำให้ตัวเลขเติบโต

แต่แท้จริงแล้ว ผู้นำที่ทำให้คนในองค์กรรู้สึกปลอดภัย และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นต่างหาก ที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดได้ในทุกวิกฤติ

คำถามที่ควรถาม

Concept นึงที่ผมชอบในเรื่องของ Infinite Game คือ

คำว่า The Best ไม่มีอยู่จริงในโลกของการแข่งขันทางธุรกิจ

หลายๆ บริษัทพยายามที่จะออกมาบอกว่า ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง นั้นดีที่สุด

ซึ่งในความเป็นจริง คุณอาจจะทำได้แค่ “ดีกว่า” ในช่วงเวลาหนึ่ง และในบางครั้งคุณอาจจะต้องเป็นฝ่าย “ตามหลัง” สลับกันไป

หัวใจสำคัญของการแข่งขันทางธุรกิจคือ การคงอยู่ในธุรกิจให้นานที่สุด ไม่ใช่การเอาชนะแบบเกมส์ฟุตบอล หรือหมากรุก

คู่แข่งขันที่แท้จริงของแต่ละบริษัท นั้นไม่ใช่ใครนอกจากตัวของบริษัทเอง

ทุกธุรกิจควรจะโฟกัสอยู่กับการเอาชนะตัวเองในอดีต มากกว่าการไปสนใจคนอื่นซึ่ง(บางที) เขาอาจจะไม่ได้นับว่าคุณเป็นคู่แข่งเสียด้วยซ้ำ

คำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ “How to be the best?” แต่เป็น “How can I be better?”

ระบบโรงเรียน

“ยืนขึ้น!”

“นั่งลง!”

“เปิดหนังสือไปหน้า 45!”

“หยุดคุย! ห้ามพูด!”

“ทำตามคำสั่ง! ถ้าไม่ทำจะถูกลงโทษ!”

“ทำดีมาก มารับรางวัล!”

เราคงคุ้นเคยกับคำพูดเหล่านี้ เพราะนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานที่ๆเราเรียกว่า

“โรงเรียน”

ที่จริงแล้วจุดแรกเริ่มของโรงเรียนคือ เป็นสถานที่ๆ ฝึกคนเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงาน ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และระบบของโรงเรียนก็ถูกออกแบบโดย เจ้าของโรงงาน

จุดประสงค์ก็เพื่อ ทำให้คนคุ้นชินกับระบบที่ต้องทำตาม ห้ามขัดคำสั่ง ทำอะไรได้เหมือนๆกัน เมื่อคนนึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อีกคนจะสามารถทำแทนได้ทันที

คนที่จะประสบความสำเร็จในระบบของโรงเรียนคือ คนที่สามารถทำตามคำสั่งได้ครบถ้วนที่สุด

ใครที่คิดนอกกรอบ แหกคอก หรืออยากเปลี่ยนแปลง ก็จะถูกประนาม ถูกลงโทษ

ใครเข้าแถวไม่ตรง ทรงผม ถุงเท้า กระเป๋า ผิดแปลกไปก็ต้องถูกลงโทษ

เราถูกบังคับว่าต้องจำเรื่องนั้น เรื่องนี้ และถูกทดสอบ ด้วยข้อสอบแบบเดียวกันทุกคน

คะแนนจากการสอบเป็นเหมือนตัวบ่งชี้ความสำเร็จ ทั้งในการเรียนและการเข้าทำงาน

เรื่องที่น่าเศร้าคือ “ระบบโรงเรียน” เป็นสิ่งที่ถูกใช้มากว่า 150 ปีแล้ว

ซึ่งระบบนี้ไม่มีความสอดคล้องกับการใช้ชีวิต ณ ปัจจุบัน ที่ต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำอะไรที่น่าสนใจ และคิดแก้ปัญหาอะไรใหม่ๆ

จริงๆแล้ว ในยุคนี้ ไม่ว่าใคร อายุเท่าไหร่ ก็สามารถเข้าถึงองค์ความรู้เดียวกันได้หมด เด็กทุกคนที่มีอินเตอร์เน็ตสามารถเรียนกับ คนเก่งๆ ระดับโลกได้ที่ Khan academy, Edx, Coursera โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

และเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าครู หรือเด็ก เมื่อมีคำถาม มีปัญหาก็เข้า Google กันหมด

ผมมีความรู้สึกว่า หน้าที่ของคนเป็นครูมีอย่างเดียวคือ “ทำให้เด็กสนใจอยากเรียนรู้”

เพราะเมื่อเด็กสนใจอยากที่จะเรียนแล้ว แหล่งที่ให้ความรู้นั้นมีแทบจะไม่จำกัด

เราควรให้ความสำคัญกับ “การศึกษา” ไม่ใช่ “ระบบโรงเรียน”

เรากำลังอยู่ในยุคที่ดีที่สุด

ตอนที่สมัยยังเรียนมัธยมอยู่ ผมเคยไปเล่น Bowling กับเพื่อน

จำได้ว่าค่าเล่น ต่อ เกมส์ สมัยนั้นเมื่อเทียบกับค่าขนมก็ถือว่าสูงอยู่พอสมควร

เวลาจะโยนทีก็เล็งแล้วเล็งอีก เพราะกลัวพลาด กลัวว่าจะล้างท่อ กลัวจะได้แต้มน้อย แถมเวลาได้ Strike ทีก็ดีใจอย่างกับถูก Lottery

การแข่งกับเพื่อนก็ดำเนินไปอย่างตึงเครียด และบลัฟกันตลอดเวลา

พอเวลาผ่านไป

สถานที่เล่น Bowling ก็เริ่มมีโปรโมชั่นเหมาจ่าย หรือแบบบุฟเฟ่ห์ คือจ่ายทีเดียวแล้ว จะโยนกี่เกมส์ก็ได้ กี่ครั้งก็ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

ทุกคนที่เล่น มีความกดดันน้อยลง แต่ละคนเริ่มลองท่าโยนแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยกล้าลองมาก่อน แถมบางคนทีหันหลังโยนก็มี

แต่ละคนเริ่มไม่กลัวที่จะพลาด ไม่กลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่า เดี๋ยวก็เริ่มเกมส์ใหม่ได้ โดยที่ไม่ได้มีต้นทุนอะไรเพิ่ม

ที่ยกตัวอย่างเรื่อง Bowling มาให้ฟัง ก็เพราะผมคิดว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่เปิดโอกาสให้เราได้ลองผิด ลองอะไรใหม่ๆ ได้เหมือนกับการเกมส์โบว์ลิ่งแบบบุฟเฟ่ห์นั่นเอง

ในสมัยก่อน

ถ้าคุณอยากโปรโมทเพลงที่แต่ง ก็ต้องส่ง Demo ไปตามค่ายเพลงต่างๆ เพื่อให้เข้าตากรรมการ และก็รอใครสักคนมาบอกว่า “OK คุณผ่าน”

ถ้าคุณอยากออกหนังสือสักเล่ม ก็ต้องส่งไปสำนักพิมพ์ เพื่อให้บรรณาธิการอนุมัติ

ถ้าคุณอยากทำ VDO ก็ต้องรอให้ Studio มาลงทุน และก็รอโอกาสเพื่อให้ได้ Broadcast

ผมเลยคิดว่าเราอยู่ในยุคที่ดีที่สุด ตั้งแต่โลกนี้เคยมีมา นั่นก็เพราะ “อินเตอร์เน็ต”

อินเตอร์เน็ตคือสถานที่ๆ เราไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเลือกเรา ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาอนุมัติ ไม่ต้องให้ใครมาตัดสินเรา ว่าทำได้-ไม่ได้

ถ้าคุณอยากทำเพลง ถ่าย VDO และโปรโมทให้เป็นที่รู้จักก็แค่ “ลงมือทำ” และก็ลง Youtube Facebook TikTok

ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน คุณก็สามารถสร้างฐานคนอ่าน ผ่าน Platform ที่มีอยู่เป็น 100 Platform เพื่อแสดงผลงาน

ถ้าคุณอยากเป็นนักวาด และillustrator คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาอนุญาตในการเผยแพร่ คุณก็แค่สร้าง Portfolio ออนไลน์บน Instagram, Artstation และขายงานบน Etsy.com, Society6.com และ Redbubble.com ได้เลย

ถ้าอยากเป็นนักลงทุน ก็สามารถเรียนได้ฟรีผ่านเว็บ Set.or.th และสามารถลองลงทุนแบบเสมือนได้ทาง Click2Win เพื่อซ้อมมือก่อนลงทุนจริง

ที่สำคัญวิธีการที่ว่ามา แทบไม่มีค่าใช้จ่าย

ความเชื่อแบบเก่าๆ ที่ฝังหัวกันมาก็คือ เราต้อง “ห้ามทำอะไรนอกกรอบ” และต้อง “อย่าพลาดอะไรให้คนเห็น” เพื่อสักวันนึงจะได้เข้าตาใครบางคน และเราจะได้ถูกเลือก ได้ถูกจ้าง และได้งานทำ

ในยุคนี้เป็นยุคที่ เราต้อง “เลือกตัวเอง”

การรอให้คนอื่นมามอบโอกาสให้เรา มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ และการที่เราทำอะไรได้ดีก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องถูกเลือกเสมอไป

เราสามารถลองทำอะไรใหม่ๆได้ตามที่ต้องการ สามารถลองผิดลองถูกได้แบบไม่จำกัดโดยไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นตราบาป หรือถูกใครชี้นิ้วด่า

หากวันไหนที่เราผิดพลาด “การเริ่มใหม่” ก็แทบไม่มีต้นทุนเช่นเดียวกัน

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ

ทองคำเป็นเหมือนสกุลเงินสากล สามารถมาซื้อขายได้ทั่วโลก และมีราคากลางที่ชัดเจน ในสภาวะที่คนรู้สึกขาดความเชื่อมั่น และต้องการหลักประกันความเสี่ยง “ทองคำ” จะเป็นสินทรัพย์แรกๆ ที่คนจะเข้าไปลงทุน

นอกเหนือจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว เรายังต้องควรจะรู้ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทอง

ในสภาวะปกติราคาทองจะขึ้น-ลง ได้จากปัจจัยดังนี้

1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เวลาที่เกิดภาวะสงคราม มักส่งผลให้ทองคำ “ปรับตัวสูงขึ้น”

2. การอ่อนตัวของค่าเงิน USD จะส่งผลให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น” (และในประเทศไทย หากเงินบาทอ่อนค่าลง ราคาทองก็จะขึ้นเช่นกัน เพราะคนจะลงทุนในทองเพื่อรักษาอำนาจในการซื้อไว้)

3. ตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกา ตลาดทองคำส่วนใหญ่ในโลกจะเทรดด้วย สกุลเงิน USD หากอเมริกามีตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่ ก็จะทำให้ค่าเงิน USD อ่อนตัว และทำให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น”

4. ความต้องการในการซื้อขาย เช่นหากมีกองทุนใหญ่ๆของโลก เริ่มหันมาสะสมทองคำ ก็จะทำให้ราคาทอง “ปรับตัวสูงขึ้น” และในขณะเดียวหากกองทุนต่างๆ เหล่านี้มีการขายทองคำออกมามากๆ ก็จะทำให้ราคาทอง “ปรับตัวลง” เช่นกัน

5. ราคาทองมักจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อตัวเลขของสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวลง

  • US Bond Yield
  • US Dollar Index
  • Dow Jones Index

แต่ภาวะที่ไม่ปกติ อย่างเช่นช่วง ณ ปัจจุบัน เฟด หรือธนาคารกลาง มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงการทำมาตราการ QE ก็อาจจะทำให้สินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงิน ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกันหมด ได้เช่นเดียวกัน